พริกไทยมีประโยชน์ช่วยลดความอ้วนได้

เครื่องเทศอย่าง พริกไทย นั้น คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักแน่ๆ ถึงแม้ว่าจะมีทั้งคนที่ชอบ หรือไม่ชอบกลิ่น และความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศชนิดนี้อยู่ก็ตาม ซึ่งพริกไทยเองนั้น ถือได้ว่าเป็นเครื่องเทศอีกประเภทหนึ่ง ที่มีความเป็นมายาวนาน หลายศตวรรษมาแล้ว

พริกไทยนั้น คนไทยเราก็ได้มีการนำมาปรุงเป็นวัตถุดิบ ของอาหารอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแกง ผัด ทอด ฯลฯ อาจพอเรียกได้ว่า ไม่สามารถขาดได้ในเมนูหลายๆ ประเภทเลยทีเดียว และนอกจากนี้ พริกไทยยังเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบจะทุกส่วน ตั้งแต่ใบ ดอก เมล็ด ราก แม้แต่เถา ก็ยังให้ประโยชน์กับสุขภาพ รวมไปถึงผู้ที่กำลังอยากจะลดความอ้วนได้อีกด้วย

ประโยชน์ของพริกไทย

  • พริกไทย เป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพ ของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
  • ช่วยในการป้องกันการเกิดเป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุ
  • มีคุณสมบัติที่ช่วยในการต้านทานสารพิษ ที่อาจก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็ง
  • ช่วยทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย ทำงานได้ดี
  • บรรเทาอาการปวดท้อง จากโรคกระเพาะอาหาร
  • ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยบรรเทาอาการของผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับ

สำหรับผู้ที่อยากลดความอ้วน
การรับประทานพริกไทย จะช่วยทำให้ร่างกาย เกิดการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการนำน้ำมันที่สกัดมาจากพริกไทย มานวดทาบริเวณไขมันส่วนเกิน ที่เกาะอยู่ตามส่วนต่างๆ ให้ลดลงได้เช่นกัน

แต่การรับประทานพริกไทยนั้น ก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปในแต่ละครั้งโดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคริดสีดวงทวาร และโรคที่เกี่ยวกับดวงตา เพราะจะทำให้อาการกำเริบได้

ดังนั้น พริกไทยจึงถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องเทศ ที่ไม่เพียงใช้แค่ใช้ในการปรุงรส หรือเพื่อกลิ่นของอาหารเท่านั้น เพราะสรรพคุณทางยาที่มีในพริกไทยนั้น ก็อยู่ในระดับที่เรียกว่า เป็นสุดยอดเลยทีเดียว หากสามารถรับประทานได้เป็นประจำ ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ

วิธีลดเซลลูไลท์ ง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

เซลลูไลท์ หรือที่บ้างก็เรียกว่า ผิวเปลือกส้ม คือ เซลล์ไขมันที่เคลื่อนตัวสูงขึ้นมาสะสมอยู่ชั้นใต้ผิวหนัง มีลักษณะขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำคล้ายกับผิวเปลือกส้มหรือผิวมะกรูด มักพบได้บ่อยบริเวณต้นขา สะโพก ต้นแขน และหน้าท้อง บางคนขึ้นเป็นลอน ๆ เพราะมีไขมันสะสมเป็นก้อนผสมอยู่กับของเสียและน้ำปะปนอยู่ในถุงนั้น ซึ่งในแต่ละก้อนไขมันจะมีเปลือกเหนียว ๆ ห่อหุ้มอยู่ จึงทำให้มองจากภายนอกแล้วเห็นเป็นลอนของไขมัน โดยเซลลูไลท์จะแตกต่างจากไขมันธรรมดาในร่างกายที่เราสามารถกำจัดออกไปได้ง่าย ๆ ด้วยการออกกำลังกาย แต่เซลลูไลท์ไม่สามารถกำจัดออกได้ง่ายเช่นนั้น เพราะต้องอาศัยทั้งการนวดผิวหนังร่วมกับการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารร่วมด้วย จึงจะสามารถกำจัดเซลลูไลท์ออกไปอย่างได้ผล

วิธีลดเซลลูไลท์ ง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

  1. ควบคุมอาหาร คุณควรลดละเลิกทั้งของหวานจัดและมันจัด แป้ง ไอศกรีม นมที่มีมันเนยสูง อาหารเค็มจัด และอาหารที่ผ่านกระบวนการแปลงสภาพ เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของเรามีไขมันสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และให้หันมาควบคุมอาหารในแต่ละวัน กินอาหารที่มีประโยชน์และมีไขมันต่ำ ดื่มน้ำเปล่าสะอาด ๆ ให้ได้วันละ 8 แก้ว
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแล้ว ยังช่วยทำให้ระบบในร่างกายเกิดความสมดุลอีกด้วย แต่การออกกำลังกายที่ดีควรจะเป็นการเดินเร็ว ๆ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก และการออกกำลังกายใต้น้ำ ครั้งละ 30-40 นาทีขึ้นไป อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง การออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายออกไป
  3. กินผักและผลไม้สดมาก ๆ นักธรรมชาติบำบัดเชื่อว่า การรับประทานผักและผลไม้สดจะช่วยลดเซลลูไลท์ที่เกิดขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดใหม่ของเซลลูไลท์ได้มากถึงร้อยละ 75 (แต่ควรเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด) เนื่องจากผักและผลไม้จะอุดมไปด้วยเกลือแร่ วิตามิน สารพฤกษเคมี สารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยกระตุ้นตับให้ขับพิษได้ดี ช่วยทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. อยู่ในอิริยาบถที่ถูกต้อง เราไม่ควรอยู่ในท่าใดหนึ่งนานเกินไป แต่ควรหันมาเดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ในระหว่างการทำงาน หรือควรลุกเดินไปมาอยู่เสมอเพื่อกระตุ้นการกำจัดของเสียระหว่างวัน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในออฟฟิศ ยิ่งควรจะนั่ง ยืน และเดินให้ถูกต้อง ไม่นั่งไขว่ห้าง เพราะจะทำให้เกิดเซลลูไลท์ได้ง่าย
  5. กำจัดของเสียในปอด ด้วยการฝึกลมหายใจลึกยาวเพื่อให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ซึ่งออกซิเจนจะให้ชีวิต ให้ความกระชุ่มกระชวยกับเซลล์ในร่างกาย ไม่เฉพาะแต่เซลล์สมองเท่านั้น แต่ออกซิเจนยังช่วยเผาผลาญพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
  6. นวดน้ำมัน ให้เราใช้น้ำมันสำหรับการนวดผสมกับน้ำมันหอมระเหยมาทาผิวเพื่อให้ผิวลื่น จะช่วยทำให้นวดได้คล่องขึ้นและไม่รั้งผิวจนทำให้ผิวเหี่ยวย่น แถมยังช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนดีขึ้นและกระตุ้นประสิทธิภาพของระบบการกำจัดของเสียของร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ด้วยการกระตุ้นระบบต่อมน้ำเหลืองที่ช่วยย่อยไขมัน โดยให้เน้นนวดวนและบีบ ๆ เฉพาะส่วนในจุดที่การไหลเวียนไม่ดี
  7. ขัดถูผิวในขณะอาบน้ำทุกวัน ด้วยการใช้แปรงแห้ง ๆ นุ่ม ๆ เช่น ฟองน้ำ ใยบวบ หินขัด หรือครีม นำมาขัดวนไปมาประมาณวันละ 2-3 นาที จะช่วยทำให้ระบบต่อมน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีและเป็นการช่วยขจัดเซลล์ไขมัน เพราะความร้อนจากการขัดถูจะทำให้ไขมันบางส่วนละลายได้

ประโยชน์ของใบบัวบก ไม่ต้องช้ำในก็กินได้

สำหรับ ใบบัวบก เป็นพืชพื้นบ้านที่เรามักได้ยินถึงสรรพคุณแก้ช้ำในของน้ำใบบัวบก ที่หากินกันได้ยากขึ้นทุกทีในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของใบบัวบกจะถูกมองข้ามไป เพราะวงการแพทย์ในสหรัฐฯ และยุโรปต่างก็กำลังหันมาสนใจพืชสมุนไพรชนิดนี้กันมากขึ้น และทุกวันนี้ หากเราสำรวจดูร้านขายสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะได้เห็นสารสกัดใบบัวบกกลายมาเป็นยาสมุนไพรหรืออาหารเสริม ที่อาจทำให้หลายคนสนใจอยากจะลอง

วันนี้เราจึงได้นำ ประโยชน์ของใบบัวบก ไม่ต้องช้ำในก็กินได้ มาฝากทุกคนกัน ว่าใบบัวบกนั้นจะส่งผลดีอะไรต่อคนที่กินบ้าง และมีประโยชน์อะไรที่เรายังไม่รู้อีกบ้าง

ประโยชน์ดีๆ ของ ใบบัวบก
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์สุขภาพหลายอย่างของใบบัวบก โดยเฉพาะในเรื่องเหล่านี้

1. ช่วยเยียวยาเส้นเลือดขอด
ใบบัวบกมีสารเคมีที่เรียกว่า TTFCA (triterpenic fraction of Centella asiatica)เป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ต่ออาการเส้นเลือดขอด เนื่องจากกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่จำเป็นในการสร้างความแข็งแรงของเยื่อบุและผนังเส้นเลือด เส้นเลือดที่แข็งแรงทำให้มีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดน้อยลง คอลลาเจนและอิลาสตินก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวสุขภาพดี ที่มักสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของใบบัวบกในการรักษาเส้นเลือดขอด ยังไม่ได้รับการยืนยันโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ใบบัวบกยังอาจช่วยเรื่องภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอ ด้วยการลดอาการบวมและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอเป็นอาการโรคซึ่งเลือดของคุณไหลเวียนไม่ดี อาจเกิดจากเส้นเลือดขอด และยังมีส่วนในการทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูของเส้นเลือดเหล่านี้ด้วย

2. ช่วยในการสมานแผล
สารเคมีที่เรียกว่าไตเตอร์ปิโนอิดส์ (triterpenoids) ในใบบัวบก ดูจะช่วยเร่งการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ด้วยการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในบริเวณที่เป็นแผล ทำให้ผิวแข็งแรง และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังบริเวณแผล การศึกษาในปี 2006 ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Lower Extremity Wounds ได้สำรวจผลกระทบของใบบัวบกที่มีต่อแผลในหนูทดลอง และพบว่าแผลที่รักษาโดยใบบัวบกนั้น หายเร็วกว่าแผลที่ไม่ได้รับการรักษา ถึงแม้จะยังไม่มีการทดลองในมนุษย์ แต่นี่ก็ดูจะยืนยันถึงประโยชน์ของสมุนไพรชนิดนี้ในฐานะของยารักษาแผล

3. ลดอาการวิตกกังวล
การศึกษาในสัตว์ทดลองเมื่อปี 2016 พบว่า ใบบัวบกส่งผลต่อหนูตัวผู้ที่อดนอนเป็นเวลา 72 ชั่วโมง การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอาการวิตกกังวล เกิดความเสียหายจากการออกซิเดชั่น และเส้นประสาทอักเสบ เมื่อหนูได้รับสารสกัดใบบัวบกติอต่อกันห้าวัน ก่อนถูกทำให้อดนอน จะมีพฤติกรรมที่แสดงถึงอาการวิตกกังวลน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งในวารสาร Journal of Clinical Psychopharmacology เมื่อปี 2000 ผู้ป่วยที่กินสารสกัดใบบัวบกมีอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงใหม่ที่ได้ยินลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กิน

4. บำรุงสมอง
การศึกษาชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2016 ซึ่งเปรียบเทียบผลของการกินสารสกัดใบบัวบกและกรดโฟลิก ในการเพิ่มการทำงานของกระบวนการเกี่ยวกับการรับรู้ของสมอง หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ถึงแม้ผลของสารสกัดใบบัวบกกับกรดโฟลิกจะมีประโยชน์พอๆ กัน ในการปรับปรุงการทำงานของสมองในเรื่องที่เกี่ยวกับการรับรู้ แต่ใบบัวบกดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการปรับปรุงการทำงานของส่วนที่เกี่ยวกับความจำ

ประสิทธิภาพในด้านนี้และการทำงานของระบบประสาท ทำให้ใบบัวบกมีแนวโน้มในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ ในการศึกษาเมื่อปี 2012 ในหนูทดลองพบว่า สารสกัดใบบัวบกส่งผลในแง่บวกต่อพฤติกกรรมผิดปกติในหนูที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ สารสกัดใบบัวบกยังแสดงให้เห็นในการศึกษาในแล็บและในหนูทดลองว่า มีผลกระทบปานกลางต่อการปกป้องเซลล์สมองจากสารพิษ ซึ่งนี่อาจจะช่วยปกป้องเซลล์สมองจากคราบพลาคที่สัมพันธ์กับอัลไซเมอร์ได้

5. เยียวยาข้อต่ออักเสบ
คุณสมบัติต้านอักเสบของใบบัวบก อาจมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคข้อต่ออักเสบ เนื่องจากมีงานวิจัยในปี 2014 ที่พบว่าหนูทดลองที่กินใบบัวบก มีการอักเสบที่ข้อต่อลดลง และการสึกกร่อนของกระดูกและกระดูกอ่อนลดลง

6. เยียวยาผิวแตกลาย
จากการรีวิวงานวิจัยเมื่อปี 2013 ใบบัวบกสามารถลดริ้วรอยของผิวแตกลายได้ เชื่อกันว่าสารไตเตอปิโนอิดส์ในใบบัวบก ที่ช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ซึ่งอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผิวแตกลายได้ รวมไปถึงการเยียวยารอยแตกลายที่มีอยู่ก่อนแล้วด้วย

เคล็ดลับลดน้ำหนัก ที่คุณอาจยังไม่รู้

สำหรับ การลดน้ำหนัก นั้น จริงๆแล้ว อาจจะดูเหมือนง่าย แต่ความจริงนั้นไม่ง่ายเลย เพราะเราต้องมีใจในการลดพอสมควร เพราะการตัดใจไม่กินอาหารที่ชอบ หรืออาหารหวานมันต่างๆ นั้น คงอยากสำหรับสาวๆน่าดู วันนี้เราจึงมี เคล็ดลับลดน้ำหนัก ที่คุณอาจยังไม่รู้ มาฝากทุกคนกัน

1. ออกกำลังกายทั้งคาร์ดิโอ และเวทเทรนนิ่ง
หลายคนที่กำลังลดน้ำหนักอาจจะวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิคเป็นบ้าเป็นหลัง ซึ่งเป็นการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินของร่างกายออกไปอย่างได้ผล แต่อันที่จริงแล้วหากอยากออกกำลังกายด้วยคาร์ดิโออย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แม้จะใช้เวลาเท่าเดิม จะต้องออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งควบคู่กันไปด้วย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง สามารถคาร์ดิโอได้ดียิ่งขึ้น เช่น กล้ามเนื้อขาแข็งแรง หัวใจแข็งแรง ก็จะสามารถวิ่งได้นานขึ้น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือแอโรบิคได้นานขึ้นนั่นเอง

2. รับประทานอาหารให้เป็นเวลา
อยากให้ลืมเรื่องการแบ่งมื้ออาหารออกเป็นหลาย ๆ มื้อเพื่อให้ท้องอิ่มอยู่ตลอดเวลาไปก่อน เพราะจริง ๆ แล้วการปล่อยให้ร่างกายเข้าสู่โหมด fasting หรืออดอาหารบ้าง จะส่งผลดีต่อร่างกายได้มากกว่า รวมถึงช่วงที่ลดน้ำหนักด้วย เพราะฉะนั้นการรับประทานให้ตรงเวลา ไม่มีมื้อย่อย มื้อของว่าง มื้อสาย หรือมื้อดึก จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นมากกว่า

3. ลดกินเค็ม
ถึงแม้ว่าจะกินอาหารน้อยลงแล้ว แต่หากยังกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็มอยู่ ก็ยังเสี่ยงน้ำหนักลงยากขึ้น เพราะโซเดียมทำให้ตัวบวม โซเดียมที่สะสมอยู่ในร่างกายมากเกินความจำเป็นในปริมาณ 400 มิลลิกรัม ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1 กิโลกรัมได้เลยทีเดียว ดังนั้นใครที่ตั้งใจจะลดน้ำหนักด้วยการรับประทานส้มตำปูปลาร้า ยำต่าง ๆ โปรดระวังการปรุงรสด้วย อย่าปรุงรสจัดจนเกินไป

นอกจากนี้ การรับประทานรสเค็มมาก ๆ ยังเป็นการเพิ่มระดับเกรลิน (ฮอร์โมนหิว) จึงอาจทำให้เรายิ่งเจริญอาหารมากกว่าเดิมได้อีกด้วย

4. เน้นโปรตีนดี ไขมันดี แป้งเชิงซ้อน และใยอาหารสูง
ช่วงลดน้ำหนัก นอกจากจะจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทานแล้ว ควรเน้นไปที่อาหารประเภทโปรตีนดี (ไขมันจากสัตว์น้อย เช่น อกไก่ ไข่ขาว เนื้อปลาเลาะหนัง ถั่วต่าง ๆ) ไขมันดี (น้ำมันมะกอก อะโวคาโด) แป้งเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท) และใยอาหารสูง (ธัญพืชต่าง ๆ ผักผลไม้สด ไม่คั้นแยกกาก) และอย่าลืมว่าต้องกินให้ครบ 5 หมู่ทุกมื้อ

สำหรับ เคล็ดลับลดน้ำหนัก ที่คุณอาจยังไม่รู้ ที่เรานำมานั้น เราหวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับหลายๆ ท่านมากที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการลดน้ำหนัก คือ การมีวินัยในตัวเอง ทำให้ได้แบบเดิมเรื่อย ๆ นาน ๆ ไม่ใจอ่อนเผลอกินอาหารพลังงานสูง หรืองดเว้นจากการออกกำลังกายไปนาน ๆ และต้องให้เวลากับการลดน้ำหนัก อย่าใจร้อน ไม่ควรน้ำหนักลดเกิน 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และไม่เกิน 4 กิโลกรัมต่อเดือน เพราะหากน้ำหนักลดลงรวดเร็วเกินไป จะส่งผลเสียต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้