รีวิว Toyota C-HR ใหม่ ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ขับดีกว่าที่คิดมาก

Toyota C-HR

รีวิว Toyota C-HR ใหม่ ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ขับดีกว่าที่คิดมาก

Toyota C-HR ด้านคนขับติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้าน ปรับได้ 4 ทิศทาง มาตรวัดความเร็วโทนสีน้ำเงิน โดยรุ่น Hybrid ติดตั้งมาตรวัดระบบไฮบริด หน้าจอ MID สี 4.2 สี นิ้วปุ่มปรับระบบ EV Drive (รุ่น Hybrid เท่านั้น) ใกล้กับสวิตช์เบรกมือแบบไฟฟ้า

ระบบเครื่องเสียงเป็นแบบหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับแผ่น DVD มาพร้อมช่องต่อ USB/HDMI/Micro SD Card รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ในรุ่น HV Hi ที่ติดตั้งระบบนำทางในตัวพร้อม T-Connect Telematics สำหรับการดูสถานะรถผ่านสมาร์ทโฟน ขับเสียงผ่านลำโพง 6 ตัวรอบคัน

ระบบรักษาความปลอดภัยจัดเป็นประเภทที่เรียกว่ามาตรฐานยุโรป เพราะนอกจากถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งแล้ว Traction Control and Traction Control VSC/TRC, ระบบเบรก ABS/EBD, Hill Start Assist HAC ซึ่งมีอยู่ในทุกรุ่นย่อยมีอยู่ในรุ่น HV Hi นอกจากนี้ยังเสริมด้วยระบบ Toyota Safety Sense (TSS) ซึ่งรวมถึง

  • ระบบป้องกันการชนด้านหน้า Pre-Collision System
  • ระบบเตือนการออกนอกเลนพร้อม
  • ระบบช่วยบังคับเลี้ยวระบบเตือนจุดอับสายตา
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control
  • ระบบเตือนรถขณะถอยหลัง RCTA
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ AHB
  • ระบบเตือนเมื่อยล้าขณะขับขี่

มีกล้องมองหลังด้วย พร้อมเซ็นเซอร์เปลี่ยนเกียร์หน้า-หลัง รวม 8 จุด ระบบเตือนแรงดันลมยาง ไฟตัดหมอกหลัง และจุดยึด ISOFIX เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อยอีกด้วย

ขุมพลังของรุ่น Hybrid มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FXE 1.8 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 53 กิโลวัตต์ และแรงบิดอีก 163 นิวตันเมตร ซึ่งจะทำให้ระบบไฮบริดมีกำลังสูงสุด 122 แรงม้า

ระบบไฮบริดของ 2018 Toyota C-HR เป็นรุ่นที่ 4 ของ Toyota และมีแบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ที่ได้รับการปรับปรุง ซึ่งมีความจุ 6.5 amp-hours

ระบบส่งกำลังเป็นแบบ E-CVT ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฮบริด ติดตั้งระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังปีกนกคู่พร้อมเหล็กกันโคลง ติดตั้งดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ

สำหรับเส้นทางนี้ เรามุ่งหน้าออกจากสนามบินลำปาง มุ่งหน้าสู่เมืองจังหวัดน่าน ระยะทางรวมกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งเต็มไปด้วยโค้งเพื่อทดสอบสมรรถนะของช่วงล่าง C-HR คันนี้

การทำงานของระบบไฮบริดใน Toyota C-HR HV Hi นั้นคล้ายกับที่พบใน Prius: เมื่อรถจอดนิ่ง หากแบตเตอรี่มีเพียงพอ เครื่องยนต์จะปิดและดึงพลังงานไฟฟ้ามาใช้ แต่เมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย เครื่องยนต์จะเปิดขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อเก็บแบตเตอรี่

การเริ่มต้นสามารถทำได้อย่างเงียบ ๆ เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าใช้เป็นหลักในการขับเคลื่อน จากนั้นเครื่องยนต์จะมาเพิ่มกำลังเพื่อให้สามารถเร่งความเร็วได้อย่างรวดเร็ว การเร่งความเร็วของ C-HR Hybrid ก็ต้องบอกว่า รถคันนี้เน้นที่ความประหยัดเป็นหลัก อัตราเร่งจึงไม่เฉียบคมอย่างที่คิด แต่ก็ยังทำได้ดีที่ 0-60 กม./ชม. แต่หลังจาก 60 กม./ชม. ขึ้นไป จะเริ่มเห็นเป็นลมๆ แล้งๆ บ้าง

ฉนวนกันเสียงที่ความเร็วสูงประมาณ 100 กม./ชม. ถือว่าค่อนข้างดี ทั้งเสียงจากถนนและลม แต่หลังจาก 100 กม./ชม. ขึ้นไปก็จะเริ่มคืบคลานเข้ามาบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นระดับที่ไม่เป็นปัญหา

สิ่งหนึ่งที่ต้องได้รับในรุ่นไฮบริดคือเสียงพัดลมที่ดูดอากาศในห้องโดยสารเพื่อทำให้แบตเตอรี่ไฮบริดเย็นลง ค่อนข้างดังพอตัว ถึงแม้จะไม่ดังจนน่ารำคาญ แต่ก็ดังพอที่จะได้ยินตลอดเวลา

แต่ประเด็นสำคัญที่ได้รับการปรับปรุงอย่างชัดเจนคือ ‘ระบบกันสะเทือน’ ที่ตั้งค่าไว้อย่างนุ่มนวล จากการเลือกระบบกันสะเทือนหลังแบบปีกนกคู่ ทำให้รถสามารถเคลื่อนตัวผ่านข้อต่อถนนได้อย่างคล่องตัว ถึงแม้ว่าจะเป็นถนนที่ลาดยางจนหมดจนเกิดเป็นพื้นผิวระดับต่างๆ แต่ด้านล่างของรถคันนี้ก็ยังผ่านได้ รักษาการสั่นสะเทือนให้สะอาด

และที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นคือความคับแคบในการเข้าโค้งที่แทบไม่รู้สึกเหมือนกำลังขับครอสโอเวอร์ เพราะมันเข้าโค้งได้นิ่งและราบเรียบในระดับเดียวกับรถเก๋งที่ยอดเยี่ยม รถหนึ่งคันเลยทีเดียว เป็นสัญญาณว่าหมดยุคที่ช่วงล่างหนึบต้องเกาะถนนดีๆในราคาความแข็งอีกต่อไป ในขณะที่น้ำหนักของพวงมาลัยไฟฟ้าตั้งไว้ค่อนข้างดี ต่างจากโตโยต้ารุ่นก่อนๆ มาในแนวแข็ง ทำให้รถขับสนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่อัตราการสิ้นเปลือง สำหรับการทดสอบจริงตามหน้าจอ MID ของรถพบว่าสามารถทำตัวเลขได้ในระดับ 20-21 กม./ลิตร กับรูปแบบการขับขี่ที่ไม่จำเป็น อันเป็นผลมาจากการใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาเสริมการขับขี่นั่นเอง ถือว่าเป็นรถครอสโอเวอร์ที่ประหยัดน้ำมันมากเลยทีเดียว ด้วยระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ยังเหลือน้ำมันอีกกว่าสามในสี่ใน

สรุป

ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวฉีกแนวจากโตโยต้าทุกรุ่น ไม่เพียงแค่ดีไซน์สวยงามเท่านั้น แต่ช่วงล่างยังถูกปรับปรุงดีขึ้นจนแทบลืมโตโยต้าเดิมๆ ไปเลย เค้าโค้งได้อย่างสนุกสนาน เกาะถนนหนึบหนับ ควบคู่กับความนุ่มนวล นั่งสบาย

จุดสังเกตสำคัญเพียงอย่างเดียวของ C-HR ก็คือ พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังที่ไม่ได้กว้างขวางนักหากเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาใกล้กัน แต่หากใช้งาน เพียง 1-2 คนเป็นหลักอยู่แล้วล่ะก็ รับรองว่าคุณจะต้องรักรถคันนี้อย่างแน่นอน…!

ราคาจำหน่าย Toyota C-HR 2018 ใหม่ มีดังนี้

– 1.8 Entry ราคา 979,000 บาท
– 1.8 Mid ราคา 1,039,000 บาท
– HV Mid ราคา 1,069,000 บาท
– HV Hi ราคา 1,159,000 บาท

ก่อนหน้า : รีวิว Toyota C-HR 2018 ใหม่ ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ขับดีกว่าที่คิดมาก