บ้านพักสยอง ย่านสันติธรรม จ.เชียงใหม่

บ้านพักสยอง ย่านสันติธรรม จ.เชียงใหม่

สวัสดีค่ะเนื่องจากสิงอยู่ในพันทิปมานาน วันนี้ก็ฤกษ์งามยามดีที่จะมีกระทู้แรกเป็นของตัวเองซะทีนะคะ เพราะตัวเองก็มีเรื่องราวที่จะมาแบ่งปันอยู่พอสมควร  เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันเลย  ย้อนไปเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ตอนนั้นดิฉันยังเป็นนักศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ก็อาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์ย่านสันติธรรมกับแฟน ซึ่งแถวนี้จะเป็นแหล่งหอพักนักศึกษาหลายสถาบันด้วยกัน โดยปกติดิฉันก็จะทำงานพาร์ทไทม์ด้วยเรียนด้วยมาโดยตลอด ส่วนแฟนนั้นทำงานแล้วค่ะ ซึ่งรายได้ก็พออยู่ได้แต่ไม่มีเงินเก็บ เราจึงได้ปรึกษากันว่าจะหาห้องพักถูกๆอยู่

จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายและมีเงินเก็บ  เราก็ไปขับรถวนหา ขับวนไปวนมาย่านสันติธรรมนั่นแหละค่ะเพราะคุ้นเคยกับตรงนี้ซะแล้ว ก็ไปเจอเข้ากับบ้าน 6 หลัง ซึ่งติดประกาศตรงรั้วหน้าบ้านว่า “ให้เช่า” พร้อมเบอร์โทรติดต่อ  ดิฉันก็โทรไปตามเบอร์ โดยปลายสายเป็นเสียงคุณลุงท่านนึง ขอใช้ชื่อว่า ลุงดุล นะคะ  ดิฉันก็ถามรายละเอียดค่าเช่า สัญญา อะไรๆ จนเป็นที่น่าพอใจ แล้วลุงดุลถามกลับมาว่า “น้องพักกันกี่คน  ทำงานรึยัง อายุเท่าไหร่” ดิฉันก็ตอบว่า “น้องอยู่กัน 2 คน แฟนทำงานแล้วอายุ 27 ส่วนน้องเรียนอยู่เจ้า”

ลุงดุลตอบกลับมาว่า “อั้นน้องก็อายุบ่ถึงซาวห้า (25) ก่ะ อั้นลุงบ่หื้อเช่าเน้อ” แป่ว.ว.ว ดิฉันเอ๋อเลยสิคะ อุตส่าห์เจอบ้านที่ถูกใจ ราคาก็สบายกระเป๋าแล้ว กลับเช่าไม่ได้  ที่อื่นที่ไปถามก็แพงและถ้าถูกๆก็ไม่น่าอยู่ เลยตัดใจกลับมาอยู่ห้องเล็กๆของเราที่ค่าไฟแพงหูฉี่ที่เดิม  เรื่องราวก็ผ่านมาเกือบปี  จนถึงวันนึงที่ดิฉันต้องออกงานเพราะช่วงนั้นเรียนหนักมาก นอนดึกตลอดไม่ไหว แฟนจึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างคนเดียว  เราจึงออกไปหาบ้านเช่าอีกครั้งนึง กะว่าครั้งนี้ต้องหาให้ได้ ก็ขับรถวนๆๆหา จนสุดท้ายก็มาจอดหน้าบ้าน 6 หลังที่เราเคยโทรถาม  ป้ายยังติดตรงประตูรั้วที่เดิมว่า “ให้เช่า”

ดิฉันก็โทรหาลุงดุลคนเดิม

ก็ถามรายละเอียดค่าเช่าอะไรต่อมิอะไรไป สุดท้ายลุงดุลถามคำเดิมว่า “น้องพักกันกี่คน ทำงานรึยัง อายุเท่าไหร่” ดิฉันรู้แล้วว่าตอบแบบเดิมไม่ได้เช่าแน่ ตอนนั้นเลยคิดว่าเพราะลุงแกคงกลัวเป็นกลุ่มนักศึกษาเช่าจะมามั่วสุม แต่เราบริสุทธิ์ใจซะอย่าง ไม่มีมั่วสุมหรือทำอะไรไม่ดีแน่นอน เลยตอบแกไปว่า “น้องอยู่กัน 2 คน ทำงานกันตึงกู่ แฟนอายุ 28 ส่วนน้อง 25 จ้าว” ลุงดุลก็พูดกลับมาว่า ” อ่อ…อั้นจะดูบ้านเลยก่อ พร้อมเมื่อใด”

ก็เลยนัดกันเป็นพรุ่งนี้ตอนบ่าย  ตอนนั้นดิฉันดิใจมากเพราะได้บ้านเช่าราคาถูกและสภาพดี ค่าเช่าเดือนละ 3,500 บาท รวมค่าน้ำค่าไฟเดือนนึงก็ประมาณ 4,000+ ประหยัดไปได้พอสมควรเพราะเป็นหน่วยไฟบ้าน  พอถึงวันนัดก็เจอลุงดุลโดยที่แกมาเปิดบ้านรออยู่แล้ว  แกก็ทักทายด้วยอัทธยาศัยที่ดีตามแบบคนเมืองเหนือ  เราก็เดินดูในบ้านถามไถ่อะไรเรียบร้อยก็วางเงินมัดจำ และนัดวันที่จะเข้ามาอยู่  แล้วก่อนกลับลุงดุลก็ถามซ้ำอีกว่า “น้องทำงานกันแล้ว อายุเกินซาวห้าแล้วน่อ อั้นจะไปหาว่าลุงบ่ถามเด้อ” (หนูทำงานกันละเน๊าะ อายุเกิน 25 แล้วใช่มั้ย งั้นอย่าหาว่าลุงไม่บอกไม่ถามน๊ะ)  ตอนนั้นดิฉันเองก็ได้แต่ตะหงิดๆใจ แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะมัวแต่ดีใจมากกว่า

มาถึงวันที่ย้ายเข้าบ้าน วันนั้นใช้รถกระบะขน 2 รอบ ลุงดุลก็เอากุญแจมาให้แล้วก็ไป เราก็จัดแจงเอาข้าวของ เครื่องใช้ไฟฟ้า เก็บไว้ที่นั่นที่นี่กว่าจะเสร็จก็ตกเย็นพอดี  แฟนก็ออกไปซื้อข้าวมากินกันส่วนดิฉันก็นั่งพักชมนกชมไม้อยู่หน้าบ้าน ลมโกรกเย็นสบาย  แล้วก็นั่งมองคนนั้นคนนี้เข้าออกบ้าน อ้อ…ต้องอธิบายก่อนนะคะว่า บ้าน 6 หลังนี้จะอยู่บริเวณเดียวกันหมดไม่มีรั้วกั้น ใช้ประตูเข้า-ออกเดียวกัน  หน้าสุดจะเป็นบ้าน 2 หลัง จะเป็นปีกซ้ายปีกขวา แล้วก็ยาวเรียงลงไป เป็นปีกละ 3 หลัง ส่วนบ้านของดิฉันอยู่ปีกซ้ายหน้าสุด

เลยนั่งมองคนเข้าๆออกๆ จริงๆคืออยากสำรวจว่ามีใครเป็นเพื่อนบ้านเราด้วย แล้วดิฉันก็ต้องเอะใจว่า  ทำไมมีแต่คนแก่ คือรุ่นๆกลางคนขึ้นไปจนถึงคนแก่ทั้งนั้น  นั่งลมโกรกซักพักอยู่ๆก็รู้สึกเย็นวาป เย็นแบบคือคนมีเซ้นส์อ่ะนะคะจะรู้ว่า มันผิดปกติ เป็นอาการวาปหวิวๆ ซึ่งเราคุ้นเคยดีว่าคืออะไร  แต่ ณ ตอนนั้นคิดว่า อ่อ…สงสัยอาจเป็นเจ้าที่เจ้าทางมาดูคนมาอยู่ใหม่ก็ได้ ท่านอาจมาปกปักษ์รักษา ดีไม่ดีอาจมาให้หวย (คิดไปนู้น) เพราะบ้านเราจะมีศาลเจ้าที่ตั้งอยู่หน้าบ้านพอดี

พอกินข้าว อาบน้ำ อะไรเสร็จก็ถึงเวลาเข้านอน คืนแรกดิฉันฝันเลยค่ะ ฝันว่ามี ผญ คนนึงหน้าตาดี ดูๆแล้วน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มานั่งยิ้มตรงปลายเท้า  ยิ้มแบบดีใจมาก แล้วก็คุยกันแต่จำไม่ได้ว่าคุยอะไร แล้วก็เข้ามากอด แต่พอกอดไปกอดมากลับแน่นขึ้น แล้วหน้ายิ้มๆก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเหมือนหมั่นเขี้ยว (พิมพ์นี่ยังขนลุกเลยค่ะ) กอดไม่ยอมปล่อย แล้วพยายามเอาหน้ามาประจันหน้าเรา ดิฉันยอมรับเลยว่ากลัวมาก พยายามดิ้นให้หลุดจากตรงนั้น  กว่าจะหลุดได้ก็เหนื่อยมาสะดุ้งตื่นตอนเกือบเช้าพอดี  แล้วก็เล่าให้แฟนฟัง  แฟนดิฉันก็บอกว่า “อ่อ…ถึงว่าเมื่อคืนทำไมละเมอ พูดอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ ฝันร้ายนี่เอง  ไม่เป็นไรน๊ะ ฝันร้ายจะกลายเป็นดี” ดิฉันก็เออ..ออ ไปด้วยเพราะคิดว่าคงแค่ฝัน เปลี่ยนที่นอนใหม่ ต่อไปคงไม่เป็นอะไรหรอก