เรื่องสยอง ของเด็กเล่น

เรื่องสยอง ของเด็กเล่น

เรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังในวันนี้ยังคงเป็นเรื่องของ “ความเชื่อส่วนบุคคล” นั่นหมายความว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ได้ และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากเรื่องราวต่อไปนี้สร้างความไม่พอใจหรือทำให้ผู้อ่านไม่สบายใจผมต้องขออภัยไว้ตั้งแต่บรรทัดนี้ และโปรดอ่านเพียงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ขอบคุณครับ

ย้อนกลับไปในช่วงที่ผมเพิ่งเรียนจบได้ไม่นานนัก ช่วงนั้นผมเริ่มทำงานประจำงานหนึ่งก่อนที่จะเปลี่ยนงานใหม่ในภายหลัง ช่วงนั้นยังพอมีเวลามากกว่าตอนนี้ แน่นอนว่าเงินเดือนของเด็กจบใหม่นั้นไม่ได้มากมายอะไร การหาอาชีพเสริมจึงเป็นเหมือนเรื่องปกติของคนในสมัยนี้

เพื่อนผมหลายคนเลือกเส้นทางของการค้าขาย แต่ตัวผมเองนั้นไม่ได้มีความสามารถในการขายของและไม่รู้ว่าจะขายอะไรดีจึงตัดสินใจกลับไปทำอาชีพเก่าที่ทำมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนนั่นคือ “การสอนพิเศษ” โชคดีหน่อยที่ผมค่อยข้างมีเพื่อนเยอะ เพื่อนคนหนึ่งที่เรียนในกรุงเทพมาตั้งแต่ป.ตรีเองก็ทำอาชีพนี้มาได้สักพักใหญ่ๆ ผมติดต่อไปและขอให้เพื่อนช่วยหาลูกค้าให้บ้างเพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาจากไหนไม่ได้รู้จักกับใครไปรายใหญ่เป็นการส่วนตัว

เวลาผ่านไปไม่นานเพื่อนผมก็โทรกลับมาและบอกว่ามีคนสนใจจะเรียนพิเศษกับผม ซึ่งจริงๆแล้วต้องบอกว่าทางนั้นเขาเคยเรียนกับเพื่อนผมมาก่อน พอเพื่อผมเป็นคนแนะนำผมให้เขาจึงรู้สึกว่าน่าจะไม่เป็นไร ตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนคนนี้จริงๆที่ทำให้ผมมีรายได้ขึ้นมา วันนั้นผมนัดเจอกับ ‘พี่รัตน์’ พร้อมกับ ‘น้องพี’ เด็ก ป6. ที่จะมาเรียนกับผม เราเจอกันในร้านกาแฟเล็กๆใกล้กับรถไฟฟ้า ร้านนี้ผมไม่รู้จักแต่มาตามเส้นทางที่เพื่อนบอกว่าเคยใช้ที่นี่เป็นที่สอนพิเศษมาสักพักใหญ่ๆ

เราทักทายแนะนำตัวกันสั้นๆ

ก่อนจะให้ผมลองเริ่มสอนน้องพีเพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจครั้งสุดท้ายก่อนตกลงจ้าง ผมสอนในวิชาภาษาอังกฤษซึ่งเมื่อได้ลองให้น้องพีทำข้อสอบดูแล้วก็พบว่าน้องเก่งมากเมื่อเทียบกับความรู้ที่ผมกะว่าเด็กประถมควรจะมี พี่รัตน์ตกลงจ้างผมให้เป็นคนสอนพิเศษในช่วงเตรียมตัวสอบเข้า ม.1 ผมยิ้มอย่างยินดีแต่ก็อดแอบคิดไม่ได้ว่าเด็กสมัยนี้ต้องเรียนกันหนักขนาดนี้เลยเหรอ เมื่อเทียบกับตัวเองตอนเด็กๆ

และแล้วก็ถึงวันที่ผมจะต้องเริ่มสอนเป็นครั้งแรก ผมนัดเจอน้องพีที่ร้านกาแฟร้านที่ผมพอจะไปอยู่บ่อยครั้งและติดกับรถไฟฟ้าพอดี ผมมานั่งรอน้องพีอยู่ก่อน ไม่นานนักผมก็เห็นน้องพีเดินมากับเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมตกใจกับภาพที่เห็นนิดหนึ่งเหมือนกัน เพราะผมไม่รู้มาก่อนว่าเด็กๆในกรุงเทพนั้นขึ้นรถไฟฟ้ากันเองเป็นเรื่องปกติ หรือไม่ก็เดินมาเองได้ เพราะตอนที่ผมเป็นเด็กก็จะเป็นการไปรับไปส่งโดยผู้ปกครองซะส่วนมาก

น้องพีที่ผมเห็นผ่านหน้าต่างกระจกของร้านกาแฟดูสดใสมีชีวิตชีวาต่างจากวันที่ได้เจอกันก่อนหน้านี้ และชัดเจนเลยเวลาพอน้องพีเดินเข้ามาเห็นหน้าผมในร้านกาแฟ เขาก็ดูเกร็งๆ และหดหู่ลงนิดหนึ่ง ผมพยายามละลายพฤติกรรมของน้องด้วยการสอนไปด้วยสลับกับการพูดคุยถามไถ่เรื่องที่สนใจเพื่อไม่ให้น้องรู้สึกเครียดมากนัก แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบที่พี่รัตน์จะไม่ต้องเสียเงินเปล่า