5 ไอเท็มสำคัญสำหรับหนุ่มสาวชาวปาร์ตี้

หากใครคิดว่าการไปปาร์ตี้นั้น ไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไรไปก็ได้ ไปแค่ตัวก็เพียงพอแล้ว เราขอบอกเลยว่า ท่านคิดผิดแล้ว เพราะการไปปาร์ตี้นั้นก็จำเป็นต้องมีไอเท็มสำคัญๆ ติตตัวไปด้วย หากขาดไป หรือลืมพกไป อาจจะทำให้การปาร์ตี้ของคุณนั้นหมดสนุกได้เชียวล่ะ

วันนี้เราจึงมี 5 ไอเท็มสำคัญสำหรับหนุ่มสาวชาวปาร์ตี้ มาบอกกันว่ามีอะไรบ้าง เพื่อเอาไว้เตือนเหล่าชาวชอบปาร์ตี้ว่าไอเท็มต่างๆ ที่เราจะหยิบยกมานั้น มันสำคัญจริงๆ นะ

1.บัตรประชาชน
สำหรับบัตรประชาชนนั้น เป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้เพื่อยืนยันตัวเอง และยังใช้ตรวจสอบอายุของผู้เข้างานอีกด้วย ซึ่งแปลว่าผู้ที่สามารถเที่ยวตามสถานบันเทิงยามค่ำคืนต่างๆได้ต้องมีอายุ 18 บวกเท่านั้นถึงจะปาร์ตี้ได้ สำหรับใครที่อายุยังไม่ถึงก็ต้องอดใจรอไปก่อน ไอเท็มชิ้นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หากลืมนำไปด้วย ก็อาจจะเข้าร่วมงานไม่ได้เลยทีเดียว

  1. เงินสดหรือบัตรเครดิต
    ไว้สำหรับเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มในการปาร์ตี้ให้สุดเหวี่ยงโดยเลือกพกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างเงินสด หรือบัตรเครดิต แต่สำหรับบ้านเราแนะนำให้พกเงินสดติดตัวจะดีกว่า และไม่ควรพกเงินสดไว้ในกระเป๋าเดียว ควรแบ่งเก็บไว้ในกระเป๋าหน้ากระเป๋าหลังหรือกระเป๋าลับ เพื่อป้องกันการโดยมือดีแอบฉกไปโดยไม่รู้ตัว หรือเผื่อว่าเมาจนลืมตัว นำเงินออกมาหมด ก็อาจจะพอมีความหวังว่าตื่นเช้ามา เงินจะยังมีเหลือในกระเป๋าไหนสักกระเป๋า
  1. โทรศัพท์มือถือคู่ใจ
    แน่นอนว่าขาปาร์ตี้ทั้งหลายต่างก็อยากแชะ โชว์ ภาพบรรยากาศในงานที่แสนจะสนุกสนานให้เพื่อนๆได้กดไลท์ คอมเม้นท์ และแชร์รูปกันแบบเรียลไทม์ การพกโทรศัพท์มือถือที่สำหรับการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี ถ่ายเซลฟี่ออกมาหน้าไม่วอก แถมมีฟังก์ชั่นวาดไฟไว้เพิ่มความไม่ธรรมดาในการถ่ายรูปได้อีกต่างหาก
  1. นาฬิกา
    เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวปาร์ตี้ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเวลาปล่อยโต๊ะ หรือเวลากลับบ้าน อีกทั้งแฟชั่นนาฬิกาสมัยนี้ก็เก๋ไก๋ไม่หยอก การใส่นาฬิกาจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวเราต้องไม่ลืม แต่จะเก๋กู๊ดขนาดไหนถ้านาฬิกาที่คุณสวมใส่มีดีไซน์ว้าว!กว่าของเพื่อน แถมมีฟังก์ชั่นที่สามารถวัดจำนวนแคลอรี่ หรือจำนวนการก้าวเดินได้ มีหลายแบรนด์ด้วยนะ
  1. กระดาษซับมัน
    ถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยหลังจากแด๊นซ์กระจายในอากาศอันร้อนระอุ เพราะกระดาษซับคือตัวช่วยอันดับหนึ่งในการลดความมันและคราบเหงื่อบนใบหน้าโดยไม่ต้องเดินเข้าห้องน้ำเพื่อตบแป้งให้เสียเวลา เรียกว่าถ้าไม่อยากให้หน้าหมองต้องกระดาษซับมันนะ

เป็นยังไงกันบ้างกับ 5 ไอเท็มสำคัญสำหรับหนุ่มสาวชาวปาร์ตี้ ที่เรานำมาบอกกันนั้น มีไอเท็มไหนที่พกติดตัว และไม่ได้พกกันบ้าง แต่หากไอเท็มไหนไปก็คงแย่ๆ แน่

10 วิธีจัดการกลิ่นสัตว์เลี้ยง

แม้ว่าเราจะรักสัตว์เลี้ยงของเรา แต่เราไม่จำเป็นที่จะรักกลิ่นเหม็นนั้นด้วย เพราะหากเป็นบ้านที่มีกลิ่นเหมือนสัตว์เลี้ยงนั้นสามารถทำให้เกิดปัญหาได้หลายอย่างเลยล่ะ คุณอาจจะอายคนที่มาบ้าน หรือใช้เวลาอยู่ในบ้านน้อยลง แต่ไม่ต้องกังวลไป  คุณสามารถจัดการกลิ่นสัตว์เลี้ยงได้ด้วยการทำนู่นนี่นิดหน่อยและเปลี่ยนแปลงอะไรอีกเล็กน้อย

วันนี้เราจึงมี 10 วิธีจัดการกลิ่นสัตว์เลี้ยง มาฝากทุกคนกัน เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้กลิ่นเหม็นเหล่านั้นอยู่ในบ้านของเราอีกต่อไป เราสามารถกำจัดมันได้ และหากกำจัดไปได้ ก็ดีสำหรับตัวเราและผู้อาศัยทุกคนด้วย

ทำความสะอาดแหล่งที่ส่งกลิ่น
1. ดูดฝุ่น สัตว์เลี้ยงอาจปล่อยบางอย่างที่ส่งกลิ่นเหม็นไว้ตอนที่มันวิ่งวุ่นไปทั่วบ้านคุณ ซึ่งนั่นอาจเป็นขน สะเก็ดผิวหนัง โคลน และรอยฉี่หรืออึของมัน ในการกำจัดแหล่งกลิ่นเหล่านี้ ก็ให้ดูดฝุ่นทั้งบ้านเสียเลย ใช้หัวดูดฝุ่นเฉพาะแบบเมื่อจำเป็น และอย่าลืมดูดฝุ่นบริเวณ
พื้น ขอบผนัง พรมต่างๆ เฟอร์นิเจอร์ พื้นใต้เฟอร์นิเจอร์ หมอน บริเวณที่สัตว์เลี้ยงชอบอยู่ตรงนั้น

2. ทำความสะอาดพรมของสัตว์เลี้ยงด้วยน้ำยาทำความสะอาดชนิดเอนไซม์ การทำความสะอาดแบบไม่ถูกต้องเหมาะสมมักจะเป็นตัวร้ายที่ทำให้เกิดกลิ่นสัตว์เลี้ยงขึ้น ถ้ามีบริเวณที่เคยวางพรมของสัตว์เลี้ยงเอาไว้ไม่นาน ให้ฉีดสเปรย์ทำความสะอาดชนิดเอนไซม์ใส่ ปล่อยให้ชุ่มแบบนั้นไว้ 30 นาที จากนั้นก็ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด จะเห็นได้ว่ากลิ่นสัตว์เลี้ยงที่น่ารำคาญก็จะหายไป

น้ำยาทำความสะอาดชนิดเอนไซม์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะมันจะไปแตกตัวโปรตีนในฉี่ อึ อาเจียน และคราบอื่นๆ ในทางชีวภาพ

3. ทำความสะอาดพรม การทำความสะอาดคราบสกปรกเป็นจุดๆ จะช่วยกำจัดกลิ่นจากบริเวณที่เฉพาะเจาะจงได้ แต่ในพรมของคุณอาจมีกลิ่นที่แตกต่างกันในจุดต่างๆ เต็มไปหมด ฉะนั้นให้ซักพรมไปเลยเพื่อกำจัดกลิ่นเหม็นที่มีทั่วบ้านนั้นเอง มันอาจใช้เวลาสักหน่อย แต่ให้อดทนเอาไว้นะ เพราะบ้านที่ไร้กลิ่นนี่แหละคุ้มค่าที่สุดแล้ว คุณจะใช้สารทำความสะอาดแบบแห้งหรือแบบน้ำในการทำความสะอาดพรมก็ย่อมได้

  • สำหรับแบบแห้ง ให้โรยผงทำความสะอาดให้ทั่วผืนพรม ทิ้งเอาไว้อย่างน้อย 30 นาทีให้สารทำงาน จากนั้นดูดตัวสาร ฝุ่น และกลิ่นออกจากพรมได้เลย

ลองใช้น้ำยาซักพรม โดยเทน้ำยาลงส่วนที่เครื่องซักจะปล่อยน้ำออกมาพร้อมกับน้ำ และเทน้ำยาทำความสะอาดลงในช่องผงซักฟอก กดปุ่มและดูดพรมทั้งผืน ปล่อยให้พรมแห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จากนั้นก็ดูดพรมอีก

4. ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ กลิ่นของสัตว์เลี้ยงมักจะซ่อนอยู่ตามเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ตัวโปรดของแมวคุณก็อาจเป็นสิ่งหลักๆ ที่ปล่อยกลิ่นน่ารำคาญเลยก็เป็นได้ ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็จะมีวิธีทำความสะอาดที่ดีที่สุดของมัน แต่คุณควรตรวจสอบป้ายเตือนก่อนจะทำความสะอาด เพื่อให้มั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นไม่ได้ควรทำความสะอาดแบบแห้งอย่างเดียว โดยป้ายเตือนที่มีตัวอักษร S หมายความว่า ห้ามทำความสะอาดด้วยน้ำ และ X หมายถึงให้ทำความสะอาดแบบแห้งเท่านั้น

  • ใช้แปรงทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ที่หุ้มเบาะ อย่างเช่นโซฟา โดยเติมน้ำอุ่นกับน้ำยาล้างจานหลายๆ หยดลงไป กวนน้ำเพื่อให้เกิดฟอง นำแปรงขนนุ่มจุ่มลงไปในฟองแล้วขัดผิวเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด จากนั้นใช้ผ้าหมาดๆ เช็ด และผึ่งลมให้แห้ง

หนังสัตว์และผ้าคล้ายหนังสัตว์จะค่อนข้างบอบบางกว่าหน่อย แต่ก็สามารถทำความสะอาดได้อยู่ โดยให้ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนเท่ากัน แล้วจุ่มผ้าลงไป บิดให้น้ำออกมามากที่สุด เพื่อที่ผ้าจะได้หมาดๆ จากนั้นก็เช็ดผิวเฟอร์นิเจอร์เพื่อกำจัดกลิ่นที่น่ารำคาญนั่น

5. อาบน้ำให้สัตว์เลี้ยง พวกสัตว์เลี้ยงมีนิสัยชอบเล่น ซึ่งบ่อยครั้งที่จะเป็นการไปเล่นสกปรก การอาบน้ำสม่ำเสมอนั้นเหมาะกับสุนัขและเฟอร์เร็ต และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ บางตัวก็ควรอาบนานๆ ที ให้พาสัตว์เลี้ยง (และของเล่นที่มันชอบตอนอาบน้ำ ถ้ามี) ลงอ่างน้ำ กะละมัง หรือถัง ใช้ถังหรือสายยางทำให้ขนสัตว์เลี้ยงเปียกก่อน จากนั้นลงแชมพูสำหรับสัตว์บนขนและหนังด้วยมือจนกว่าจะออกมาสะอาดและเต็มไปด้วยฟอง แล้วล้างแชมพูออกให้สะอาดหมดจด ทีนี้ก็จะออกมากลิ่นหอมแถมยังดูดีด้วยนะ

  • ขณะที่อาบน้ำมัน ให้ใส่ใจกับอุ้งเท้า ส่วนด้านหลัง และบริเวณใดๆ ที่สัตว์เลี้ยงอาจเอาไปถูกับอะไรบางอย่าง

อ่อนโยนกับสัตว์เลี้ยงของคุณด้วยนะ อย่าไปล้างหน้า ตา หรือหูมันด้วยน้ำผสมแชมพูล่ะ แชมพูเข้าตาเมื่อไรมีเจ็บแน่ๆ และถ้าน้ำเข้าหูก็จะทำให้เกิดติดเชื้อราได้

6. ทำความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยง จุดที่แสนสบายนี้ก็คือจุดที่มีกลิ่นสัตว์เลี้ยงติดแน่นเลยล่ะ โชคดีที่ที่นอนส่วนใหญ่สามารถนำลงซักเครื่องได้ปกติโดยใช้น้ำอุ่นหรือน้ำร้อน จากนั้นก็ทำให้แห้งในเครื่องอบแห้งได้

  • เตียงที่มีขนาดใหญ่กว่านั้นมักจะมีปลอกคลุมที่ถอดออกได้ โดยให้เอาปลอกไปซักในเครื่องซักผ้า สำหรับกลิ่นที่ติดกับไส้ในนั้น ให้ใช้เบกกิ้งโซดาโรยบนไส้ที่นอน แล้วดูดเบกกิ้งโซดาออกมา จากนั้นก็ใส่ปลอกที่สะอาดแล้วกลับไป ก็จะได้ที่นอนสะอาดๆ ไร้กลิ่นแล้วล่ะ

7. ทำความสะอาดเตียงของคุณ การที่พาสัตว์เลี้ยงขึ้นมาเล่นบนเตียงช่างเป็นอะไรที่แสนสุข อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดเตียงบ่อยๆ ให้ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันอาจเป็นตัวเก็บกลิ่นของสัตว์เลี้ยงได้เช่นกัน ให้นำปลอกหมอน ผ้ารองเตียง ผ้าปูเตียง ปลอกผ้านวม และผ้าห่มออกมาจากเตียง ซักพวกผ้าและผ้าห่มในเครื่องซักผ้า โดยเติมน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วย (59 มล.) ลงในเครื่องเพื่อประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นที่ดีขึ้น แล้วนำเครื่องนอนไปผึ่งให้แห้งหรืออบแห้ง

ขณะที่ซักพวกเครื่องนอนอยู่ ให้เอาเบกกิ้งโซดาโรยเตียงให้ทั่ว และก่อนที่จะใส่พวกผ้ากลับไป ให้ดูดเบกกิ้งโซดาขึ้นมา

8. ทำความสะอาดของเล่นและของๆ สัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงของคุณถือว่าโชคดีที่มีของเล่นและของใช้เยอะแยะเป็นของมัน อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ทำความสะอาดและยังโยนทิ้งไว้ทั่วบ้าน ก็จะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ขึ้นมาล่ะ ให้ซักของเล่นที่เป็นผ้า เชือก ผ้าขนหนู ปลอกคอ และเชือกจูงด้วยเครื่องซักผ้า อบแห้งในเครื่องอบ ส่วนของเล่นที่เป็นของแข็ง ชามข้าว และของเล่นที่เป็นยาง ก็ให้จุ่มลงในน้ำสบู่ร้อน

9. เปลี่ยนกระบะทราย เป็นที่เข้าใจกันว่ากระบะทรายทำให้เกิดกลิ่นเหม็นพอควรเลยล่ะ ในการทำความสะอาดมัน ให้เทวัสดุข้างในใส่ลงถุงขยะพลาสติกก่อน จากนั้นก็ขัดกระบะด้วยน้ำสบู่ ในการกำจัดคราบและกลิ่นเหม็นที่ยังฝังแน่น ให้เทน้ำส้มสายชูลงกระบะและปล่อยแช่เอาไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นขัดด้วยแปรง ล้างน้ำ และผึ่งลมให้แห้ง

  • เมื่อกระบะแห้งสนิทแล้ว ให้ใส่ทรายลงไปใหม่ โรยเบกกิ้งโซดาตามลงไปเพื่อป้องกันเรื่องกลิ่น

10. ทำความสะอาดกรง ถ้าคุณเลี้ยงหนู หนูถีบจักร เจอร์บิล เฟอร์เรต กระต่าย และสัตว์อื่นๆ ที่อยู่ในกรงและต้องมีวัสดุรองกรง กรงนั้นอาจทำให้บ้านคุณเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นได้เลย ให้ค่อยๆ นำสัตว์เลี้ยงออกไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย อย่างกรงอีกกรงหนึ่ง จากนั้นก็ทำความสะอาดซะ

  • นำของในกรงออกมาให้หมด และเอาวัสดุรองกรงออกไปทิ้ง
  • ทำความสะอาดของเล่นและชามใส่อาหาร
  • ทำความสะอาดพื้นกรงด้วยน้ำและน้ำสบู่
  • ผึ่งลมให้กรงแห้ง
  • ใส่วัสดุรองกรงสะอาดๆ ไว้ในกรง
  • เปลี่ยนของเล่นและชามใส่อาหาร
  • พาสัตว์กลับเข้ากรง

คำทำนายสีนำโชค สไตล์ญี่ปุ่น

หลายๆคนนั้นคงมีสีโปรดของตัวเองอยู่แล้ว แต่ว่าเราจะรู้ไหมว่าสีของเรานั้นเป็นสีนำโชคหรือเปล่า หาสีที่เราชอบนั้นจะเป็นสีนำโชคด้วยจะดีกว่าไหม เพราะถือว่าช่วยส่งเสริมในตัวเรา วันนี้เราจึงมีคำทำนายสีนำโชค สไตล์ญี่ปุ่นมาฝากกัน 

ราศีเมษ
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีเมษ ได้แก่ สีส้ม สีที่จะนําความโชคดีมาสู่ชาวราศีเมษ ในปี 2021 สภาวะที่ถูกกดดันได้หมดไปและรู้สึกได้ถึงความปลอดโปร่งและสดชื่น เมื่อไรที่ต้องการพลังลองหาผ้าพันคอสีส้มมาเป็นเครื่องประดับติดตัวไว้ เพิ่มความมั่นใจในความสําเร็จ

ราศีพฤษภ
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีพฤษภ ได้แก่ สีนํ้าตาล สีนํ้าตาลจะให้ความรู้สึกที่มั่นคง ช่วยให้ปล่อยวางได้ ซึ่งในปี 2021 นี้ ชาวราศีพฤษภจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมเมื่อลงมือทำด้วยความรอบคอบ ลองหาของติดตัวหรือเครื่องประดับสีนํ้าตาล เช่น รองเท้า กระเป๋า ไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อไรที่รู้สึกกังวลกระวนกระวายใจก็ให้ใช้ปากกาสีนํ้าตาลเขียนข้อความที่ชอบ จะช่วยใช้จิตใจสงบลงได้

ราศีเมถุน
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีเมถุน ได้แก่ สีม่วง สีม่วงเป็นสีที่มีพลังในการช่วยผลักดันขีดความสามารถ ดึงเอาศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ สีม่วงจึงเหมาะสำหรับชาวราศีเมถุนที่ในปี 2021 นี้ที่จะได้มีโอกาสแสดงความสามารถออกมาใช้ เมื่อไรที่อยากเพิ่มไอเดียดีๆ หรือดึงความเป็นศิลปะออกมาใช้ก็ลองเอาสีม่วงมาช่วยเสริมดวงไว้เลยจะดีมาก ลองหาเครื่องประดับผมที่มีสีม่วงมาใช้ดู 

ราศีกรกฎ
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีกรกฎ ได้แก่ สีแดงไวน์ สีที่แสดงถึงความสงบเงียบ ซึ่งในปี 2021 หากชาวราศีกรกฎสามารถทำให้ตัวเองนิ่งสงบได้ไม่ว่าสถานการณ์ไหนก็ตาม ก็จะนำพาเอาสิ่งดีๆ เข้ามาได้มากเท่านั้น สีแดงไวน์นี่แหละที่จะคอยช่วยให้อารมณ์สงบนิ่งไม่หวั่นไหวกับเรื่องภายนอก มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ลองเปลี่ยนมาใช้เคสมือถือสีแดง หรือตั้งภาพวอลเปเปอร์หน้าจอมือถือเป็นสีแดงไวน์ก็ยิ่งจะเสริมดวงให้ดียิ่งขึ้น

ราศีสิงห์
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีสิงห์ ได้แก่ สีชมพูพาสเทล ในปีนี้ ชาวราศีสิงห์จะมีเกณฑ์ได้พบเจอคนมากมาย ได้พบเจอบุคคลที่น่าเคารพนับถือ สีชมพูพาสเทลนี้จะช่วยเพิ่มความผ่อนคลายให้กับชาวราศีสิงห์ที่รู้สึกเหนื่อยหรือเกิดความเครียดจากการต้องเข้าสังคมพบปะผู้คนมากหน้าหลายตา เมื่อไรที่รู้สึกหงุดหงิดหรือเหนื่อยล้า ลองหยิบเอาคุชชั่นสีชมพูมากอดดูนะ แล้วจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเลยละ

ราศีกันย์
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีกันย์ ได้แก่ สีเบจ สีเบจช่วยลดความประหม่า ตื่นเต้น แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สำคัญก็จะช่วยเป็นพลังให้ทำได้อย่างสัมฤทธิ์ผล ซึ่งในปีนี้ ชาวราศีกันย์มีเกณฑ์ที่ได้แสดงความสามารถต่อหน้าคนเยอะมากมาย และได้รับการตอบรับที่ดีอย่างไม่คาดฝัน สีเบจจึงเหมาะกับชาวราศีกันย์อย่างมาก ลองหากระเป๋าจัดระเบียบสีเบจมาถือติดตัวไปไหนต่อไหน หรือจะเลือกใส่เสื้อซับในเป็นสีเบจก็ดีไม่น้อย

ราศีตุลย์
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีตุลย์ ได้แก่ สีทอง สีที่เสริมดวงให้แก่ชาวราศีตุลย์ที่ในปีนี้ต้องตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด สีทองจะช่วยเพิ่มพลังและความมั่นใจ เหมาะกับชาวราศีตุลย์ในปีนี้มากๆ และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมได้อย่างไม่ลังเล แนะนำสร้อยคอโซ่เส้นเล็กๆ สีทองใส่เป็นเครื่องประดับติดตัวไว้

ราศีพิจิก
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีพิจิก ได้แก่ สีขาว ในปีนี้จะเป็นปีที่รู้สึกสดชื่น เบิกบาน และจะค้นพบหนทางที่จะไปสู่เป้าหมายของชาวราศีพิจิก ให้สีขาวที่ดูสะอาดบริสุทธิ์มาช่วยเสริมดวงเพิ่มความมั่นใจให้มากยิ่งขึ้น ลองพกผ้าเช็ดหน้าสีขาวไว้ติดตัว สีขาวนี้จะช่วยให้รู้สึกมั่นคง สง่างาม และเสริมความมั่นใจในการตัดสินใจได้ด้วย

ราศีธนู
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีธนู ได้แก่ สีเหลือง ในปีนี้ชาวราศีธนูมีความกระตือรือร้นที่อยากพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง ลองทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งเหมาะกับสีเหลือง สีแห่งความหวังและความสุข ที่จะมาช่วยเสริมดวงให้ดีขึ้นอีกด้วย หยิบต่างหูตุ้มหู เครื่องประดับสีเหลืองมาใช้เสริมหน้าตาให้สว่างขึ้น เพิ่มความทะเยอทะยานให้สูงขึ้นไปอีก

ราศีมังกร
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีมังกร ได้แก่ สีเขียว เมื่อไรที่รู้สึกเบื่อหน่ายไม่มีแรงจูงใจที่จะทำอะไร ลองหาของใช้ของประดับมาตกแต่งรอบๆ คอมพิวเตอร์ หรือบริเวณโต๊ะทำงานให้เป็นสีเขียวที่ดูแล้วสบายตา หรือจะลองเปลี่ยนผ้าม่าน หรือหาปฏิทินสีเขียววางไว้ที่บ้านดูก็จะดีไม่น้อย ลองหาอะไรสีเขียวๆ มาไว้รอบตัวดู 

ราศีกุมภ์
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีกุมภ์ ได้แก่ สีแดง ชาวราศีกุมภ์ที่ปกติแล้วจะเป็นคนเงียบๆ ขรึมๆ หากได้ลองพกพาหรือหาเครื่องประดับติดตัวสีแดงดูจะช่วยสร้างความกระตือรือร้นและตื่นตัวได้ และยังช่วยเสริมดวงให้ดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย ลองหันมาใช้สมุดโน้ต หูฟัง เคสมือถือ หรือของที่ใช้เป็นประจำที่มีสีแดงมาใช้ดู 

ราศีมีน
สำหรับสีนําโชค ของชาวราศีมีน ได้แก่ สีฟ้า (Marine blue) ซึ่งเป็นสีที่ถูกโฉลกสำหรับชาวราศีมีนอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว และในปี 2021 นี้ยังเป็นสีนำโชคให้ชาวราศีมีนอีกด้วย เมื่อไรที่เหนื่อยจากการทำงานหนักๆ ให้สีฟ้า (Marine blue) ช่วยผ่อนคลาย ลองเลือกใช้ปากกาลูกลื่นที่ด้ามเป็นสีฟ้าหรือหาปากกาหมึกสีฟ้า (Marine blue) มาใช้ในชีวิตประจำวันดู

สำหรับบทความ คำทำนายสีนำโชค สไตล์ญี่ปุ่น นั้นเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น หากจะชอบสีไหนหรือไม่ชอบสีไหน ก็ดูที่ความชอบ ความสบายใจของตัวเองดีกว่า 

6 วิธี บรรเทาอาการปวดประจำเดือน

สำหรับอาการปวดประจำเดือนนั้นเหมือนเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับสาวๆ เลย เพราะปวดแต่ละทีก็แสนจะลำบาก ปวดจนตัวขดตัวงอทุกเดือน ถ้านานๆทีถึงจะปวดก็คงพอกินยาบรรเทาได้ แต่สำหรับใครที่ปวดหนัก ปวดบ่อย ปวดทุกครั้งและบางทีก็ปวดหลายวันติดต่อกัน แต่ถ้าต้องทานยาเป็นประจำก็อาจจะทำให้เสี่ยงต่อไตพังก่อนวัยอันควรได้ วันนี้เราจึงมี 6 วิธี บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ที่สามารถทำได้ที่บ้านมาฝากกัน 

1.ประคบร้อน
กระเป๋าประคบร้อนน่าจะเป็นไอเท็มที่สาวๆ ทุกคนมีติดบ้านหรือที่ทำงาน เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดี เนื่องจากความร้อนมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงอยู่ค่อยๆ ผ่อนคลาย ทำให้อาการปวดประจำเดือนทุเลาลง รวมไปถึงการอาบน้ำอุ่นก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้

2.ออกกำลังกายเบาๆ
สาวๆ หลายคนเข้าใจว่าช่วงมีประจำเดือนไม่ควรออกกำลังกาย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนเพลียและเสี่ยงต่อการเป็นลมได้ง่าย แต่จริงๆ แล้วผู้หญิงทุกคนสามารถออกกำลังกายได้ขณะมีประจำเดือน เพียงแต่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับความแข็งแรงของตัวเอง อาจจะเลือกเป็นกิจกรรมที่ไม่หนักมาก เช่น การเดินเร็ว หรือ เล่นโยคะในท่าง่ายๆ ซึ่งการออกกำลังกายช่วงมีประจำเดือนนั้นไม่เพียงแต่ช่วยปรับอารมณ์ในวันที่ฮอร์โมนแปรปรวน แต่สาร Endorphins ที่หลั่งออกมา ยังช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ดีอีกด้วย

3.จิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่ไม่ใช่ชาหรือกาแฟร้อน
นอกจากการสัมผัสความร้อนจากภายนอก การปรับให้ภายในร่างกายอุ่นขึ้นด้วยการจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ระหว่างวันก็ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนลงได้ แต่ไม่ควรดื่มเป็นชาหรือกาแฟร้อน เพราะเครื่องดื่มประเภทคาเฟอีนจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ส่งผลให้อาการปวดประจำเดือนเพิ่มความรุนแรงขึ้นได้ ควรเลือกเป็นน้ำอุ่นธรรมดา น้ำผึ้งผสมมะนาว หรือน้ำขิงอุ่นๆ จะดีกว่า

4.นวดบริเวณท้องน้อยเบาๆ
หากมีอาการปวดท้องประจำเดือนขณะนั่งทำงาน ก็สามารถบรรเทาด้วยการนวดบริเวณท้องน้อยเบาๆ โดยนวดวนเป็นวงกลมเพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณท้องผ่อนคลายลง อาการปวดประจำเดือนจากการตึงของกล้ามเนื้อก็จะลดลงตามไปด้วย

5.การฝังเข็มระงับปวด
อีกวิธีที่ใช้เทคนิคทางการแพทย์เข้าช่วย ก็คือการฝังเข็มระงับปวด เป็นการฝังเข็มเพื่อกระตุ้นการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกาย ช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น มดลูกคลายตัวจากการบีบรัด ป้องกันอาการปวดประจำเดือน หรือช่วยให้อาการปวดประจำเดือนไม่รุนแรงมากนัก หากออกกำลังกายก็แล้ว จิบน้ำอุ่นก็แล้ว หรือกินยาบรรเทาปวดก็แล้ว แต่อาการปวดประจำเดือนก็ยังไม่ดีขึ้น หรืออาการปวดกลับเพิ่มระดับความรุนแรง นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคที่ซ่อนอยู่ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจะดีกว่า 

6.เน้นกินอาหารกลุ่มที่มีแมกนีเซียม
แค่เลือกกินให้ถูกก็ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเลยทีเดียว ซึ่งอาหารที่เหมาะสำหรับช่วงมีประจำเดือน คือกลุ่มที่มีแมกนีเซียม เช่น ผักโขม ผักปวยเล้ง ตำลึง หรือกล้วย เพราะแมกนีเซียมมีส่วนช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเกร็งในช่องท้อง ทำให้อาการปวดประจำเดือนทุเลาลงได้

การจัดงานเลี้ยง ปาร์ตี้ ให้ออกมาดูดี น่าประทับใจ

สำหรับการจัดงานเลี้ยงนั้น ไม่ง่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน หรืองานปาร์ตี้สังสรรค์ต่างๆ เพราะมันมีสิ่งเล็กน้อยๆที่บางทีเราอาจจะมองข้ามไป การลิสต์รายการที่เราจะทำนั้นจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ หากเราต้องการจัดงานเลี้ยงด้วยตัวเองให้ดี การจะมีงานเลี้ยงนั้นก็จำเป็นต้องมีสิ่งสร้างสรรค์ ธีมงานเก๋ๆ เข้าไว้ เพื่อที่คนที่เราเชิญไป เขาจะได้อยากมาร่วมงานสนุกๆกับเรา

1. เชิญแขกในงานให้พร้อม
เมื่อเตรียมองค์ประกอบทุกอย่างครบแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือแขกในงาน จะดีที่สุดเมื่อทุกคนได้มางานปาร์ตี้แบบพร้อมใจกัน ไม่ว่าจะครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคนสนิท ได้กอดคอกันถ่ายรูป กอดคอกันร้องเพลง เต้น และได้หัวเราะไปพร้อมกัน ได้ทั้งมิตรภาพและกระชับความสัมพันธ์ เป็นโมเม้นต์ที่หาไม่ได้บ่อยๆ แต่ความสุขจะประทับอยู่ในใจอีกนาน

2. อาหารและเครื่องดื่มถูกปาก
แขกบางรายแต่งตัวจนลืมทานข้าวก่อนเข้างาน ถ้ารสชาติอาหารไม่อร่อย อาหารเย็นชืด ไม่สดใหม่ ก็คงรู้สึกเฟลน่าดู ก่อนจัดงานอย่าลืมนัดชิมอาหารก่อนจะช่วยให้ตัดสินใจเรื่องอาหารได้มากขึ้น และยิ่งสมัยนี้อาหารอร่อยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีศิลปะในการจัดจานให้สวยและออกมาดูดี ให้คนได้ถ่ายรูปลงโซเชียล ซึ่งถ้าจัดงานแบบค๊อกเทลก็ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดี หากแขกจำนวนเยอะ จะนิยมจัดแบบโต๊ะจีนหรือบุฟเฟ่ต์ ส่วนเครื่องดื่ม ขึ้นชื่อว่างานเลี้ยงก็ต้องจัดเตรียมแอลกอฮอล์ให้สายเฮ้ว สายเมาได้ชนแก้วกันหน่อย จะได้เต้นได้สนุกยิ่งขึ้น

3. ตกแต่งสถานที่ต้องสวยและออกมาดูดี น่าประทับใจตามธีม
ยุคนี้เป็นยุคของการครีเอทีฟ คงไม่มีใครอยากไปงานเลี้ยงที่มีแค่แบ็คดร็อปให้ยืนถ่ายรูปอย่างเดียวอีกต่อไป ซึ่งสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องใช้แค่ดอกไม้มาประดับ แต่ต้องเพิ่มลูกเล่น เพิ่มกิมมิคเล็กๆน้อยๆ เช่นลูกโป่ง ลูกบอล ผ้า ฯ ลงไปให้เข้ากับธีมงานด้วย เพื่อให้แขกในงานงานได้เพลิดเพลินและดื่มด่ำบรรยากาศสวยๆ ทีนี้ก็อยู่ที่เราหรือออร์แกไนซ์ที่หามาแล้วว่าจะสามารถจัดงานเลี้ยงธรรมดา ให้เป็นงานเลี้ยงอย่างที่ใจต้องการได้หรือไม่

4. พร็อพต้องพร้อม
มีพร็อพให้แขกในงานถือขณะถ่ายรูป เป็นของที่ขาดไม่ได้จริงๆ เพราะเป็นตัวสร้างสีสันให้แขกสนุกกับการถ่ายรูปมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นป้ายคำพูดฮาๆ แว่นตา หนวด ป้ายไฟและอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแต่ธีมงาน

5. แสงสีต้องได้
แสงในห้องจัดงานเป็นตัวคุมโทนสำคัญของงาน ส่วนมากงานเลี้ยงงานแต่งงาน หรือสังสรรค์ทั่วไปจะใส่ไฟสีวอร์มไวท์ แสงโทนอุ่นช่วยให้งานดูหรูและดูดี ถ่ายรูปออกมาจะสวยใสเลยทีเดียว หรือจะย้อมสีห้องด้วยไฟสีต่างๆ ก็สวยไปอีกแบบ ถ้าเป็นปาร์ตี้งานเลี้ยงสังสรรค์แบบสุดเหวี่ยง จำลองผับขนาดย่อมๆ อาจใช้ไฟสีสัน ไฟกระพริบมาช่วยให้งานดูสนุกขึ้น อย่าลืมจัดไฟตามธีมงานอย่าให้หลุดธีม

6. เสียงดนตรีต้องเพราะหู
ดนตรีภายในงาน เป็นตัวกำหนดบรรยากาศในงาน ซึ่งสำคัญต่ออารมณ์ของแขกในงานมากๆ วงดนตรีงานเลี้ยง หรือวงดนตรีงานแต่งที่ดีจะต้องเอนเตอร์เทนแขกให้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นดนตรีหวานซึ้งในงานแต่งงาน ก็ต้องฟังเพราะ ฟังเพลิน อินไปกับบ่าวสาว หรือถ้าเป็นงานปาร์ตี้ ถ้าดนตรีเล่นไม่ดี แขกก็ไม่อิน ไม่สนุก พาลจะไม่อยากออกไปเต้นไปโยกแน่นอน จะกลายเป็นว่าแขกอยู่ไมถึงงานเลิกนั่นเอง และที่สำคัญไม่แพ้กันคือระบบเสียง ตั้งมั่นใจว่าไมค์ไม่หอน ลำโพงไม่ดับ ซึ่งต้องเช็คความพร้อมของอุปกรณ์ที่สถานที่จัดงานด้วย หากเราเปิดเพลงได้ดีและเข้ากับบรรยากาศ ก็จะน่าประทับใจสำหรับคนที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

7. กิจกรรมภายในงาน
ถ้าเป็นงานแต่งงานอาจไม่ต้องมีกิจกรรมอะไร แต่ถ้าเป็นช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ หรืองานเลี้ยงปาร์ตี้สังสรรค์ทั่วไปละก็ กิจกรรมจะเป็นจุดเด่น ให้ทุกคนอยากมาร่วมงานมากขึ้น เช่น ประกวดชุดเป๊ะปังเวอร์ จับรางวัล เชิญแขกให้ขึ้นไปร้องเพลง หรือจะเป็นโชว์การแสดงของแขกในงานก็ได้ ซึ่งพิธีกรและนักดนตรีต้องเอนเตอร์เทนคนดูให้ได้ด้วย

8. ติด # แฮชแท็กเก๋ๆ ลง Social
ปาร์ตี้ในยุคดิจิทัลห้ามลืมติด # เก๋ๆ เด็ดขาด อาจตั้งชื่อง่ายๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เป็นชื่องานตามด้วยชื่อธีมตามด้วยปี ซึ่งเมื่อใครอัพรูปลงโซเชียลมีเดีย เพียงกดไปที่ # นั้นๆ ก็จะเจอรูปของแขกทุกคนที่อัพรูปลงโซเชียลแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการเก็บความทรงจำที่ดี ที่เมื่อได้ดูภาพแล้วต้องอยากมาเอ็นจอยปาร์ตี้ร่วมกันอีกแน่นอน

9. เพิ่มกิมมิค เพิ่มลูกเล่นให้หน้างาน
สมัยก่อน เรามักถ่ายรูปตรงแบ็คดร็อปก่อนเข้างาน แล้วจบ รอดูรูปเป็นอัลบัม แต่สมัยนี้ภายในงานเพิ่มลูกเล่นให้แขกได้ Enjoy กับงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถ่ายรูปแล้วปริ๊นท์เป็นแม่เหล็กติดตู้เย็น, ถ่ายรูปไฟล์ .GIF อัพโหลดลงบนโซเชียล,ถ่ายรูปลง IG ใส่ # แล้วปริ๊นท์หน้างานทันที หรือถ่ายรูปแล้วใช้ปากกาเขียนข้อความบนภาพ ซึ่งนับว่ายุคนี้เป็นยุคที่มีพร้อมทุกอย่างจริงๆ 

เหตุผลที่คนไม่กล้าตัดสินใจทำประกันสุขภาพ

     หลายๆคนนั้นอาจจะกำลังเลใจเรื่องการทำประกันชีวิต กล้าๆ กลัวๆ ไม่รู้ว่าจะทำและจะใช้ประโยชน์จริงๆไหม ในเมื่อตัวเองยังแข็งแรงดีและไม่มีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลนานๆ หรือแม้กระทั่งว่าบางคนมีความรู้สึกที่ติดลบกับการทำประกันสุขภาพซึ่งเป็นเบี้ยทิ้ง ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจทำ นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ยังมีอีกสารพัดเหตุผลมากมายที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าตัดสินใจทำประกันสุขภาพให้กับตัวเอง ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. กลัวการถูกยัดเยียดการทำประกัน ต้องซื้อเพราะความเกรงใจ
เชื่อได้ว่าหลายๆ คนคงมีคนรู้จักที่ซื้อประกันเพราะความเกรงใจ บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ซื้อมามีประโยชน์อย่างไร ทำอะไรได้บ้าง มีประโยชน์หรือผลตอบแทนมากน้อยแค่ไหน บางคนถึงกับเมินหน้าหนีตัวแทนประกันกันเลยทีเดียว เพราะกลัวการยัดเยียดสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะส่งผลดีอะไรให้หากถึงเวลาที่ต้องเคลมขึ้นมาจริงๆ หรือไม่

2. มีให้เลือกมากจนสับสน
เมื่อพูดถึงประกันสุขภาพในปัจจุบันนี้ มีให้เลือกเยอะมาก จนหลายๆ คนเลือกไม่ถูก หรือกลัวเลือกแล้วไม่ตอบโจทย์ ไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ตัวเอง ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าคุณเริ่มต้นจากประเมินรายได้และรายจ่ายของคุณก่อนว่าเหมาะสมกับแผนประกันแบบไหน แล้วพิจารณาว่าประกันสุขภาพประเภทใดถึงจะตอบโจทย์ของคุณมากที่สุด บอกได้เลยว่าไม่มีใครที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ดีไปมากกว่าตัวคุณเอง

3. ไม่มีความชัดเจนในเรื่องเงื่อนไข / บอกไม่หมด
อย่างเช่นที่เราเคยเห็นตามโฆษณาต่างๆ หัวข้อตัวเบ้อเริ่ม แต่มีดอกจันเล็กๆ แนบท้าย และมีตัวหนังสือเล็กกระจิริดอยู่ด้านล่าง ซึ่งบางทีข้อความเล็กๆ เหล่านั้นมีใจความสำคัญมากกว่าข้อความตัวเบ้อเริ่มด้านบนอีก เรื่องของการทำประกันแน่นอนอยู่แล้วครับว่าต้องมากับเงื่อนไขมากมายก่ายกอง ถ้าไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ บอกได้เลยว่า คนส่วนใหญ่คงขอบายและเลือกที่จะไม่ตัดสินใจทำประกัน

4. ต้องจ่ายส่วนต่างที่ประกันไม่ครอบคลุม = เสียเงินเพิ่มทั้งๆ ที่จ่ายค่าเบี้ยประกันทุกปี
เคยไหมครับที่มีประกันสังคมและประกันสุขภาพกลุ่มของบริษัทอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องจ่ายส่วนต่างจากการรักษาในบางโรค บางครั้งค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปทุกๆ ปี แม้ไม่เคยมีการเคลมก็ถูกปรับให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

5. รู้สึกว่าถ้าไม่ป่วยก็ไม่คุ้ม
ข้อสุดท้ายนี้บอกเลยว่าประมาณ 90% ของคนที่ลังเลจะทำประกันสุขภาพต้องคิดถึงเรื่องนี้ แต่เราอยากให้มองในรูปแบบของการลงทุนสุขภาพ ถ้าคุณไม่ป่วยเลยก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งที่เราล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรง ประกันสุขภาพก็จะทำหน้าที่แบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลตรงจุดนั้น โดยที่คุณไม่ต้องเอาเงินเก็บมาใช้เลย เพราะโรคภัยไข้เจ็บบางครั้งก็ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะมาเยือนเราเมื่อไหร่ การมีประกันสุขภาพไว้ก็เปรียบเสมือนเบาะรองรับความเสี่ยงเหล่านั้น

สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกๆ คนจะตัดสินใจอยากทำประกันสุขภาพ เราอยากให้ทุกคนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ตอบโจทย์ของตัวคุณ เพราะสิ่งที่ดีที่สุดของทุกคนไม่เหมือนกัน และอยากให้ลองเปิดใจให้ ประกันสุขภาพที่ช่วยคุณป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ครอบคลุมทั้งค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน แถมถ้าปีไหนไม่มีการเคลม เราก็พร้อมมอบส่วนลดค่าเบี้ยประกันสุขภาพสูงสุด 30% อีกด้วย

ฤดูหนาว โรคควรระวัง

เข้าสู่ช่วงฤดูหนาว หรือหน้าหนาวทีไร ก็เห็นผู้คนรอบข้างป่วยกันทุกครั้งเลย ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ ไข้หัด โรคอุจจาระร่วง และโรคปอดบวม ซึ่งในแต่ละปีก็มีผู้คนป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนนี่เรียกได้ว่าถึงฤดูหนาวทีไรก็ป่วยทุกครั้งไปเลย ในบทความนี้มีเคล็ดลับการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าหนาวมาฝากกันด้วย และโรคควรระวัง นั้นมีโรคอะไรบ้างมาดูกัน

1. ไข้หวัด
โรคไข้หวัดถือว่าเป็นโรคที่ใครๆ ก็สามารถเป็นได้แทบทุกฤดูกาล แต่สำหรับในในฤดูหนาวหรือหน้าหนาวจะเป็นได้ง่ายและบ่อยมากยิ่งขึ้น ถึง 2 เท่าด้วยกัน ซึ่งเวลาที่เราป่วยเป็นไข้หวัดในช่วงฤดูหนาวนี้ไม่ควรประมาทเลย เพราะถ้าเราดูแลตัวเองไม่ดี อาจจะทำให้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ ซึ่งมีอาการที่ร้ายแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลไข้หวัด
เราควรที่จะกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ครบ 5 หมู่ และกินผลไม้ที่มีวิตามันซีสูงๆ เพราะในวิตามินซีสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เราป่วยเป็นไข้หวัดได้, ออกกำลังการสม่ำเสมอ, หลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่มีแต่มลพิษ และหลีกเลี่ยงการไอหรือจามจากผู้อื่น เพราะไข้หวัดสามารถติดต่อกันได้ง่าย ดังนั้นเมื่อเราป่วยก็ควรที่จะใส่หน้ากากอนามัยป้องกันตัวเองและป้องกันไม่ให้ไปติดผู้อื่น หรือในเวลาที่จะต้องเดินทางไปในที่ชุมชนคนเยอะ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ป่วยก็ควรที่จะใส่หน้ากากอนามัยป้องกันเอาไว้ด้วย

2. ไข้หวัดใหญ่
สำหรับไข้หวัดใหญ่จะมีอาการป่วยคล้ายๆ กับไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีอาการที่รุนแรงกว่าและอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลไข้หวัดใหญ่
สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เด็กเล็ก, หญิงตั้งครรภ์, คนชรา และผู้ที่มีอาการป่วยเรื้อรัง ควรที่จะฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เอาไว้ ซึ่งเราสามารถไปรับการฉีดวัคซีนได้ตามโรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยทั่วประเทศ นอกจากนี้เราไม่ควรที่จะใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ, ช้อน ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดตัว เป็นต้น ปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม ควรใส่หน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านหรือเมื่อเริ่มมีอาการ และควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกฮอลล์

3. โรคปอดบวม
โรคปอดบวม เป็นภาวะปอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียนหรือเชื้อไวรัสที่มีมากเกินไป จนทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนอย่างอื่นในถุงลม

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลโรคปวดบวม
เมื่อรู้ว่าตัวเองเริ่มมีอาการไข้หวัด ให้รีบรักษาและพบแพทย์ในทันที ดื่มน้ำอุ่น อยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก สำหรับเด็กเล็กให้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมที่โรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยใกล้บ้าน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และหมั่นล้างมือทุกครั้งเมื่อกลับถึงบ้าน

4. โรคอุจจาระร่วง
สำหรับอาการของโรคอุจจาระร่วง คือ คนที่เป็นจะถ่ายเหลวเป็นน้ำ จะมีอาการไข้และอาเจียนร่วมด้วย มักมีก้นแดง โดยปกติแล้วอาการถ่ายเหลวจะหายภายใน 3-7 วัน แต่ก็ยังต้องดูแลใกล้ชิดและสังเกตลักษณะของอุจจาระด้วยว่า มีเลือดหรือมูกเลือดปนออกมาด้วยหรือไม่ ถ้ามีปนออกมาแล้วมีอาการหวัดร่วมด้วยให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาต่อไป

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลโรคอุจจาระร่วง
ให้ความสำคัญกับสุขอนามัยภายในบ้าน เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้อยู่รอบๆ ตัวเรา ให้ล้างมือทุกครั้งที่หยิบจับของสกปรก ทำความสะอาดสถานที่ ของเล่นของใช้บ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปสถานที่ที่แออัด หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือพาเด็กไปรับการหยอดวัคซีนที่โรงพยาบาล โดยจะหยอดวัคซีนในเด็กอายุ 2-4 เดือน

5. ไข้หัด
สำหรับไข้หัดสามารถติดต่อกันได้ทางลมหายใจ จากการไอหรือจามรดกัน ช่วงเวลาเสี่ยงโรคนี้คือฤดูหนาวโดยเฉพาะในเดือนมกราคม จะมียอดของผู้ที่ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้คือ เด็กเล็กและเด็กในวัยเรียน ช่วงอายุ 5-9 ขวบ

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคไข้หัด
หลีกเลี่ยงแหล่งที่มีเชื้อ ผู้คนพลุกพล่าน ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้านหรือไปในที่ชุมชน และกลับถึงบ้านทุกครั้งให้ล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบสิ่งของหรือกินอาหาร

คาถาขุนแผน ทำให้เสริมเสน่ห์เป็นที่หลงไหล

คาถาขุนแผน
ขุนแผนเป็นตัวละครหนึ่งในวรรณคดีไทยชื่อดัง เรื่อง ขุนช้างขุนแผน เป็นตำนานเล่าต่อกันมา ขุนแผนนั้นเลื่องชื่อในเรื่องของความเจ้าชู้มาก ซึ่งต่อมาก็มีพระขุนแผนมาเป็นเครื่องรางที่หลาย ๆ คนรู้จัก และมีคาถาขุนแผนขึ้นมา เพื่อให้เป็นที่รักของคนรอบต้ว เจ้านายรักเอ็นดู มาดูกันว่าจะมีคาถาขุนแผนบทไหนบ้างที่ตรงกับตัวคุณ

คาถาขุนแผน
ให้ท่องคาถานี้กับของใช้ส่วนตัวของคุณ จะอะไรก็ได้แล้วจะทำให้เสริมเสน่ห์เป็นที่หลงไหล
เอหิมะมะ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ

คาถาหัวใจขุนแผนมัดใจ
ใช้สวดภาวนาก่อนนอน ทำให้คนรักคิดถึง จะได้ผลหรือไม่ ควรลอง
พุทธัง รัตตะนัง ธัมมัง รัตตะนัง สังฆัง รัตตะนัง นะผูก โมมัด พุทรัด ธารึง ยะกรึงคะเร โอมสวาหะ

คาถาหัวใจขุนแผนมหาเสน่ห์
ให้ภาวนาคาถานี้ 3  จบก่อนออกไปพบคน จะทำให้คนที่ต้องไปพบเกิดความรักใคร่ เสริมเสน่ห์ให้มากขึ้น
จันโทอะภกันตะโรปิติ ปิโย เทวะมนุสสานังอิตภิโยปุริ โสมะ อะ อุ อุ มะ อะ อิสวาสุ อิกะวิติ

คาถาหัวใจขุนแผนป้องกันตัว
ใช้ท่องภาวนาเป่าใส่มือ แล้วตบมือดัง ๆ จะทำให้ปลอดภัยจากอันตรายไม่ว่าคนหรือสัตว์ เหมาะกับคนที่เดินทางบ่อย ๆ
ปัญจะมัง สิระสังชาตัง นะกาโร โหติ สัมภะโวพินธุ ทัณฑะ เภทะ อังกุ สิริ นะโมพุทธายะ

คาถาหัวใจขุนแผนสาริกาลิ้นทอง
ให้คุณสวดคาถาขุนแผนภาวนานี้ เมื่อต้องการให้คนรักใคร่ พูดจาเป็นเสน่ห์ ตอนท่องถึงคำว่า มิ ก็ให้แตะที่ลิ้นด้วยทุกครั้ง
พุทธา อะเนนา มะลิยา สุสังคะเยมิ พุทธา อิริมะลิยา สุสังคะเยมิ พุทธา อิรปะโย เคมะคุณนะ ปักเขสะเมมะมิ อุนาโลมา ปันนะ วิชายะเต

    และนี่ก็เป็นคาถามหาเสน่ห์ คาถาขุนแผน แต่การใช้คาถานั้นควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน และการใช้ด้วย เพราะคาถานั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความเชื่อเท่านั้น จึงไม่ควรยึดติดมากไป ใครที่อยากลองใช้คาถาเหล่านี้ดูก็ลองใช้ได้เลย ไม่ได้มีผลเสียอะไรต่อชีวิตเพราะไม่ได้เป็นมนต์ดำหรือไสยศาสตร์แต่อย่างใด

อาหารเกาหลี ไปแดนกิมจิทั้งทีพลาดไม่ได้

      สำหรับคนที่มีแพลนจะไปท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลีใต้เพื่อคลายร้อนกันนั้น หากจะไปทั้งทีก็อาจจะต้องหาช่วงเวลาที่เหมาะๆด้วย เช่นไปในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่มีอากาศปลอดโปร่งและเย็นสบาย มีลมโชยพัดมาอ่อนๆ ท้องฟ้าแจ่มใส มีไออุ่นจากแสงแดด เพราะเป็นฤดูกาลของดอกไม้ที่แข่งกันบานสะพรั่ง เหมาะแก่การเก็บภาพเอาไว้มากๆ และเมื่อเราได้เสพบรรยากาศที่สวยงามแล้ว เรื่องที่จะพลาดไม่ได้เลยเมือไปเกาหลีใต้ก็คงเป็นเรื่องของอาหาร เพราะประเทศเกาหลีใต้นั้นมีอาหารยอดฮิตมากมาย ทั้งที่มีในไทย และไม่มีในไทย แต่เมื่อไปถึงถิ่นเกาหลีทั้งที ก็ต้องชิมอาหารเกาหลีฝีมือต้นตำหรับกันหน่อย

1. Street Foods
ไปเกาหลีทั้งที คุณจะต้องพบกับกองทัพ Street Foods ที่ตั้งอยู่ตามท้องถนน เลือกสรรได้ตามใจอยากเลย ไม่ว่าจะเป็นต็อกบกกีผัดซอสรสจัดจ้าน โอเด้งที่มาพร้อมน้ำซุปร้อนๆ เอาไว้ซดให้ร่างกายอบอุ่น ซุนแดไส้กรอกวุ้นเส้นผสมเลือดหมูหรือวัวสีเข้ม และเนื้อสัตว์ชุบแป้งทอดนานาชนิด ที่เห็นแล้วเป็นต้องน้ำลายไหลกันแน่นอน

2. ซุปกิมจิ
เพิ่มรสชาตเผ็ดร้อนอย่างกับ Fire ให้กิมจิ อาหารแห่งชาติเกาหลีใต้ด้วยการนำมาทำเป็นซุปกิมจิ ปรุงรสชาตถึงใจด้วยโคชูจัง ตามด้วยเต้าหู้และหมูสามชั้น ยิ่งถ้าได้กินกับข้าวร้อนๆ หรือรามยอนเส้นเหนียวนุ่มล่ะก็ มื้ออาหารนั้นจะเป็นมื้อที่เยี่ยมยอดกระเทียมดองเลยเชียวล่ะ

3. หมูย่างเกาหลี
กินหมูย่างที่ไหนก็คงไม่ฟินเท่าไปกินถึงถิ่น ซึ่งคนเกาหลีใต้นั้นชอบกินหมูย่างกันอยู่แล้ว เพราะภูมิประเทศที่มีอากาศเย็นเกือบทั้งปี หากมีอะไรอุ่นๆ ร้อนๆ ลงท้องก็น่าจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นที่นัดพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ ได้อีกด้วย โดยร้านหมูย่างในเกาหลีใต้ก็มีให้เลือกสรรมากมายทุกหย่อมหญ้าไม่ว่าจะเป็นย่านท่องเที่ยวหรือตามตรอกซอกซอย เอาเป็นว่าหากถูกใจร้านไหนก็พุ่งตัวเข้าไปเลย แต่ต้องขอบอกก่อนนะว่าร้านหมูย่างที่เกาหลีใต้นั้นรับแขกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเท่านั้น หากใครเป็นสายฉายเดี่ยวล่ะก็ต้องเสาะหาร้านกันสักหน่อย

4. จาจังเมียน
บะหมี่เกาหลีราดซอสดำเข้มเข้นในตำนาน ไม่ว่าดูซีรีย์เกาหลีเรื่องไหนเป็นต้องเห็นตลอด หารู้ไม่ว่ามันคืออาหารจีนที่ดัดแปลงรสชาตให้เข้ากับความชอบของชาวเกาหลีต่างหาก เมื่อไปเยือนถึงถิ่นแล้วก็อย่าพลาดลองชิมจาจังเมียนกันล่ะ ซึ่งเมนูอาหารนี้ที่เกาหลีใต้นั้นหาได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะตามร้านรวงต่างๆ หรือจะโทร.สั่งเขาก็พร้อม Delivery ตลอด แถมยังราคาถูกอีกด้วย อร่อยด้วยสบายกระเป๋าด้วย ไม่ลองไม่ได้แล้ว

5. บิบิมบับ
อีกหนึ่งเมนูที่เราเห็นกันบ่อยในซีรีย์เกาหลีเลยนั่นก็คือ บิบิมบับ ข้าวยำสูตรเกาหลีที่รวบรวมอาหารนานาชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว ผักอย่างแครอท แตงกวา ถั่วงอก เห็ดหอม เนื้อหมูหรือเนื้อวัว คลุกเคล้าให้เข้ากันด้วยโคชูจังรสแซ่บ เสิร์ฟมาในชามเดียวกัน เรียกได้ว่าท้องอิ่มแล้ว ยังจะสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่อีกด้วย อย่าลืมไปลองลิ้มชิมรสกันด้วยล่ะ

อาหารเกาหลี ที่กล่าวมานี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของอาหารเกาหลีใต้เท่านั้น เพราะที่เกาหลีใต้นั้นยังมีอาหารอร่อยๆ ให้คุณเลือกสรรอีกมากมาย ก่อนไปเที่ยวทั้งทีก็ลองหาข้อมูลไว้หน่อย เพื่อจะได้ไม่มีข้อผิดพลาดในการไปเที่ยว จะได้เจอแต่เรื่องดีๆ น่าจดจำนะ

แนะนำทริคง่ายๆ สำหรับผู้ชายที่อยากลองไว้ผมยาว

      สำหรับผู้หญิงผมยาวนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ผู้ชายผมยาวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นกัน เพราะยุคสมัยนี้นั้นมีผู้ชายมากมายที่ไว้ผมยาว ไม่ว่าจะเป็นการตามแฟชั่นหรือตามความชอบ ตามสไตล์ของตัวเอง และหากคุณเป็นผู้ชายที่อยากลองไว้ผมยาว เราก็มีบทความ แนะนำทริคง่ายๆ สำหรับผู้ชายที่อยากลองไว้ผมยาว มาฝากกัน เพื่อให้การเปลี่ยนลุคเป็นหนุ่มผมยาวของคุณนั้นออกมาดูดี และให้ได้ใจสาวๆไปเต็มๆ

1. เริ่มจากการไว้ผมส่วนบนก่อน
      ในช่วงเริ่มแรกของการไว้ผมยาวนั้นคุณผู้ชายควรเริ่มไว้จากผมส่วนบนของศีรษะก่อน ส่วนด้านข้างและด้านหลังให้ตัดสั้นไปก่อน จนกว่าส่วนบนจะเริ่มยาวพอประมาณแล้วค่อยปล่อยผมด้านข้างและด้านหลังให้ยาวต่อไป หากคุณเป็นผู้ชายที่อยากลองไว้ผมยาว อาจจะเริ่มที่ขั้นตอนนี้ก็ได้

2. ทำใจยอมรับช่วงครึ่งๆ กลางๆ ของการไว้ผมยาว
      เมื่อไว้ผมยาวไปจนถึงบางช่วง โดยเฉพาะช่วงครึ่งๆ กลาง ๆ ที่ผมเริ่มยาวประมาณ 3-4 นิ้ว จนปิดใบหู มันจะดูเหมือนคนที่ผมยาว ถึงเวลาควรตัดแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัด หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้นปลายผมอาจจะบานออก ทำให้ยิ่งดูแย่เข้าไปอีก ซึ่งถ้าหากต้องการลองไว้ผมยาวก็จะต้องทนให้ผ่านจุดนี้ไปให้ได้

3. อย่ารำคาญจนตัดมันทิ้งไปซะก่อน
      การที่เราลองทำอะไรเป็นครั้งแรกย่อมมีความรู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง การไว้ผมยาวครั้งแรกของหนุ่มๆ ก็เช่นกัน บางครั้งอาจเกิดความไม่มั่นใจ รำคาญ หรืออายเวลามีคนแซว เราต้องเชื่อมั่นในตนเอง และอาจหาวิธีแก้ไขอย่างการมัดผมเพื่อไม่ให้รำคาญ หรือในช่วงที่อากาศร้อนๆ

4. เอาใจใส่ดูแลให้ดี อย่าให้ผมแห้งเสีย
      เมื่อไว้ผมยาวแล้วคุณก็จะต้องใช้เวลาในการสระผม เป่าผม และเซ็ตทรงมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว อีกทั้งยังต้องดูแลผมมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ผมแห้งเสีย หรือเกิดปัญหารังแคกวนใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร และหากทำอย่างสม่ำเสมอเราก็จะเริ่มเคยชิน เริ่มง่ายๆ ด้วยการเลือกใช้แชมพูให้เหมาะกับเส้นผม แชมพูเดิม ๆ ที่เคยใช้มาตลอดก็อาจต้องเปลี่ยนไป หรือบางคนก็อาจต้องซื้ออุปกรณ์ทำผมมาใช้เพิ่มเติม นอกจากนี้ ถ้ามีผมแตกปลายอย่าลืมเล็มออกเสียบ้าง และต้องหาร้านบาร์เบอร์ที่สามารถตัดผมยาวได้ด้วย เพราะร้านตัดผมชายหลาย ๆ ร้านมักไม่ถนัดตัดผมยาว

5. เลือกทรงหรือการเซ็ตผมให้เข้ากับตัวเอง
      กว่าจะไว้ผมจนยาวเข้าที่เข้าทางได้ อาจใช้เวลานานเป็นปีเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างนั้นจะต้องผ่านช่วงที่ดูแปลกๆ มาหลายครั้ง และหลังจากที่ผมยาวจนพอใจแล้ว ก็อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการลองผิดลองถูกจัดทรงต่างๆ อีกด้วย ดังนั้น ในช่วงที่รอให้ผมยาวเข้าที่ ก็ลองหาทรงหรือการเซ็ตผมที่เข้ากับตัวเองไว้ล่วงหน้าเลย

      เมื่อไว้ผมยาวกันได้สำเร็จแล้ว ก็อย่าลืมเรื่องการดูแลรักษาความสะอาด และบำรุงเส้นผมไม่ให้แห้งเสียกันด้วยนะ ส่วนเรื่องการจัดแต่งทรงผมนั้น ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายก็มีหลายประเภทไม่แพ้ของผู้หญิงเลยทีเดียว ลองอ่านข้อมูลและเลือกใช้ให้เหมาะกับทรงผมของเราด้วย จะได้เป็นหนุ่มผมยาวที่สะอาดสะอ้าน และผมสวยสุขภาพดีแบบที่สาวๆ ต้องร้องว้าว กันไปเลย