“รักษาระยะห่าง ทางอารมณ์”

 รักษาระยะห่าง ทางอารมณ์ ทำไมถึงไม่พูดกันให้จบๆ นี่คงเป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่เคยยึดติดกันกันเอามากๆแต่ก่อนในเวลาคนเรามีปัญหา

ที่จริงการไม่ปล่อยให้อะไรมันค้างคา เป็นเรื่องที่ดีในหลายๆกรณีแต่ก็คงไม่ใช่ทุกกรณีเพราะการที่จะเค้นเอาพูด ความคิดเห็น หรือคำตอบของอีกฝ่าย อาจจะไม่มีวันที่จะได้ความจริงหรือว่าหาเหตุผลที่ดีได้เลย

ไม่ใช่อีกฝ่ายจะตอบผิด พูดไม่ดี หรืออาจจะตอบไม่ได้เพียงอย่างเดียวแต่บางครั้งเราก็ไม่ได้ที่จะต้องการสิ่งเหล่านี้สภาวะที่เต็มไปด้วยอารมณ์บนความจริงว่าทันที นี่แหละคือความใจร้อนไปจนถึงการเอาแต่ใจ แต่อาจจะส่งผลให้ไปรอบคอบทั้ง 2 ฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งก็อยากได้คำตอบส่วนอีกฝ่ายก็ต้องรีบให้คำตอบ มันก็ออกจะคลุมเครือว่านั่นมันใช่สิ่งที่อยากพูด ควรที่จะพูด หรือไม่ใช่ที่อยากจะฟังการหยุดรักษาระยะห่างเรื่องนี้ อาจไม่ต้องนานมากก็ได้ ถ้าไม่มีอะไรที่จะต้องรีบรีบตัดสินใจซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้รีบ แต่ความกลัว ความกดดัน ความไม่มั่นใจก็มักจะทำให้เราอดทนไม่ได้มากกว่า วันหนึ่งเราเลยถามตัวเองว่าหากที่จะอยากได้ความจริง เหตุผลจริงๆก็ควรที่จะนิ่งและใจเย็น ให้สิ่งๆนั้นมันชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งบางทีสิ่งๆนั้นมันก็อาจจะไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ

ไม่ใช่การหยุดอารมณ์เพื่อที่จะให้เราเปิดใจรับฟังแต่อย่างเดียว แต่เพื่อที่จะให้อีกฝ่ายได้พูดออกมา และไม่ว่าเราจะอยู่ฝ่ายไหนส่วนใหญ่มันก็จะดีต่อทั้ง 2 ฝ่ายในการรักษาระยะห่าง ทางอารมณ์แค่ 5 นาที 10 นาทีก็ดีกว่า

แต่เราก็อยากจะบอกการที่คนเรารักษาระยะห่างทางอารมณ์นั้นมันเป็นเรื่องที่ดี เพราะหากเรายิ่งใช้อารมณ์กันมากขึ้นนั่นอาจจะทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น จากที่เบามันก็อาจจะกลายเป็นหนัก จากดีก็จะกลายเป็นร้าย และยิ่งเพิ่มทวีคูณ จากที่เรามีแค่ปากเสียงกันก็อาจจะมีลงไม้ลงมือกัน และนั่นแหละอาจทำให้เราต้องเลิกราต่อกันไป เราเลยอยากที่บอกถึงฝ่ายที่ขี้เกียจจะพูดเพราะเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะเราเป็นคนที่ขี้เกียจพูดขี้เกียจอธิบายเพราะอารมณ์ตอนนั้นต่อเราจะต้องอธิบายอะไรถ้าอีกฝ่ายร้อนมันกคงไม่ได้ผลอะไรและอีกฝ่ายก็คงจะไม่ฟัง มันเหนื่อยที่จะต้องมาพูดให้ใครเข้าใจ นั่นการที่เราจะรักษาระยะห่างทางอารมณ์มันอาจจะทำให้เราได้ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำอารมณ์ให้เย็นขึ้น คิด วิเคราะห์ ทบทวน เพื่อให้เราจะได้มาปรับความเข้าใจกันมากขึ้น

และคุยกันว่าเหตุผลที่ทำให้เรามีปัญหามันเกิดจากอะไร ละให้เราได้มาปรับความเข้าใจกัน คุยกันด้วยเหตุผล นั่นแหละการที่จะรักษาระยะห่างมันจึงเป็นเรื่องดี แต่หากว่าอีกฝ่ายไม่ยอม ซึ่งเค้าเป็นคนที่ต้องการเหตุผลเดี๋ยวนั้น ต้องการปรับความเข้าใจเดี๋ยวนั้น จนไม่ยอมที่จะฟัง นั่นก็อาจจะทำให้เรายิ่งร้อนกันขึ้นไปอีกเพราะการที่เค้าเป็นคนใจร้อนนั่นคือปัญหาที่จะทำให้คู่รักหลายหลายคู่เจอปัญหาใหญ่และทำให้ต้องเลิกลากันไปในที่สุด เพราะจะบอกว่ามันไม่ใช่เสมอไปที่คนเราจะอดทน และใจเย็นให้ได้ตลอด ทุกคนมีขีดจำกัดในแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป เพราะการที่เค้าเย็นใช่ว่าจะเย็นได้ตลอด ชีวิตคู่ควรที่จะลดหย่อนผ่อนกัน เราะถ้าหากอีกฝ่ายไม่ยอม เราก็จะบอกว่าเราก็ควรที่ตัดออกจากชีวิตไป เพื่อให้ชีวิตเราไม่ต้องมาเจออะไรที่ร้อนๆ ได้ไปเจออะไรที่มันเย็นสบาย นั่นแหละมันอาจจะเป็นความสุขของชีวิต

อะไรที่สำคัญที่สุด

อะไรคืองานที่สำคัญที่สุด

 งานที่สำคัญที่สุดคือ งานที่เราทำอยู่ในขณะนี้ เราทำงานอะไรจงใส่ใจกับมันให้เต็มร้อย อย่าทำสักแต่ว่าทำ เพราะถ้าเราสักแต่ว่าทำงานก็จะไม่ดี ความสามารถของเราก็จะไม่พัฒนา ทำอะไรก็จงพยายามทำให้ดีที่สุด เพราะพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าฉันทำงานเหมือนราชสีห์”  ราชสีห์เวลาจับหนู โดดตระครุบด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดด้วยสักยภาพทั้งหมด เช่นเดียวกัน เวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ไม่ว่าจะแสดงให้พระมหากษัตริย์ แสดงให้มหาเศรษฐี แสดงให้โสเภณีฟัง พระพุทธเจ้าบอกว่า “ ฉันใช้ศักยภาพเท่ากัน ไม่เคยลดน้อยลงเลย” พระพุทธเจ้าแสดงธรรมระดับมืออาชีพ ครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงรับนิมนต์โสเภณีคนหนึ่งชื่อ นางอัมพปาลี วันนั้นพวกกัตริย์ลิจฉวีเดินทางไปนิมนต์พระพุทธเจ้า พากันนั่งราชรถขาวไปแจ็ดคันรถ พอไปถึงก็ทูลนิมนต์พระพุทธองค์ไปเสวยที่พระตำหนัก พระพุทธองค์ทรงปฎิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่า ฉันรับนิมนต์ของหญิงโสเภณีคนหนึ่งไว้แล้ว” 

เวลาใด คือเวลาที่สำคัญที่สุด

               คำตอบก็คือ เวลาขณะปัจจุบัน นั่นคือ เวลาที่เรากำลังนั่งหายใจอยู่ขณะนี้ เพราะชั่วโมงที่แล้วมันก็จบไปแล้ว ชั่วโมงหน้ามันยังมาไม่ถึง ชั่วโมงนี้ชีวิตเป็นของเราทั้งหมด ดังนั้น มันจึงสำคัญที่สุด เพราะเวลาชั่วโมงนี้ นาทีนี้ วินาทีนี้ เราสามารถบริหารจัดการชีวิตเราได้ พระพุทธศาสนาจึงให้ความสำคัญกับ “ ปัจจุบันขณะ”  มาก คือ ถ้าเราทำปัจจุบันดี อดีตก็จะดี อนาคตก็จะดี หลักการปฎิบัติธรรมของพระพุทธศาสนาคือ ‘ให้ตื่นรู้ อยู่กับปัจจุบัน” แค่นี้เอง  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าตื่นรู้อยู่รู้อยู่กับปัจจุบัน ผิวพรรณจะผ่องใส ทำไมถึงผ่องใส เพราะอดีตทำร้ายเราไม่ได้ อนาคตทำร้ายเราไม่ได้ แต่คนส่วนมากบางทีนั่งอยู่ที่นี่ แต่ใจไปอยู่ในอดีตบ้าง อยู่ในอนาคตบ้าง ใครที่อยู่ในปัจจุบันขณะ ณ เวลานี้ได้ จะประเสริฐที่สุด กวีคนหนึ่งเขาเคยเขียนคุณค่าของเวลาว่า…..

“วันไหนๆ ไม่สำคัญเท่าวันนี้  เป็นวันที่สำคัญกว่าวันไหน

 ถ้าพรุ้งนี้มะรืนนี้ดีอย่างไร    ก็ยังไม่สำคัญเท่าวันนี้”

  ถ้าเราบริหารจัดการวันนี้ให้ดีที่สุด มันก็เป็นวันวานที่ดีได้เป็นรากฐานที่ดีของวันพรุ้งนี้ แต่ถ้าเราทำวันนี้ไม่ดี เมื่อมันไปเป็นวันวาน แล้วเราหันกลับไปมอง “ตายแล้ว อดีตของฉัน กระดำกระด่างเหลือเกิน” คงไม่ต้องถามถึงอนาคต เพราะถ้าถ้าปัจจุบันไม่ดีแล้วมันจะเป็นรากฐานของอนาคตที่งดงามได้อย่างไร ฉะนั้น เวลาที่สำคัญที่สุด คือ เวลาขณะปัจจุบันนี้ ตอนที่เรายังหายใจอยู่ ดูแลให้ดีที่สุด มีคนถามท่านพุทธทาสว่า จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ดีที่สุด  ท่านบอกว่า “ ใช้ชีวิตให้เหมือนกับวันนี้ให้เป็นวันสุดท้าย” ถ้าเราคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราจะทำทุกอย่างที่มันเป็นคุณภาพ อาตมาเคยถามลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรว่า “ ถ้าเหลือเวลาอยู่ห้านาที เธอจะโลกนี้นี้ได้อีกห้านาที ให้หลับตานึกดูสิในชีวิตเธอมีคนที่สำคัญในชีวิตกี่คน”  ลูกศิษย์หลับตาแล้วขอต่อเวลาเขาบอกว่า “ห้านาที นึกไม่ทันครับพระอาจารย์ คนสำคัยมีเยอะจริงๆ” ปกติเราจะไม่นึกว่าในชีวิตนี้ใครสำคัญบ้าง และจะทำดีต่อเขาอย่างไร ต่อเมื่อถึงเวลานาทีเป็นนาทีตาย เราจึงเริ่มนึกว่า “ ใครบ้างสำคัญ ตายแล้วเหลืออีกหนึ่งชั่วโมงฉันตาย ฉันจะทำอะไรกับใครดีตอนนี้พ่ออยู่ในรถ รถก็ติดอยู่โน้นบางนา ตายแล้วไม่ทันแล้ว แม่ล่ะ ตายแล้วแม่อยู่ไหน” ถามหาแม่ ถามหาสามี แต่กลับลืมถามหาลูก “ลุกอยู่ไหนอ้าว…ลูกยังอยู่โรงเรียน” หนึ่งชั่วโมงอย่างไรมันก็ไม่พอ ถ้าจะมาทำดีกับคนที่เรารักทั้งหมดในเวลาอันจำกัดแบบนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ดังนั้นขอให้เราทำดีกับคนที่เรารักมาตั้งแต่ต้นอย่างสม่ำเสมอ ในชั่วโมงสุดท้ายของชีวิตจะได้ไม่ต้องเร่งรีบเช่นนี้……..

ไปอยู่กับกูมั้ย…

ประสบการณ์สยองขวัญ
เรื่อง สยองกลางเขา ไปอยู่กับกูมั้ย

               เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากขึ้นที่สถานที่แห่งหนึ่ง ในจังหวัดเพรชบูรณ์ เมื่อสามปีที่ผ่านมา เราได้ไปเที่ยวที่จังหวัดเพรชบูรณ์ และได้พักสถานที่แห่งหนึ่งแถวเขาค้อ จำได้ว่ามันตั้งอยู่ตรงเทือกเขาไม่ค่อยมีที่พักสักเท่าไหร่เพราะทีแรกคิดว่าห่างไกลจากผู้คนมันจะได้ความสงบ ไม่วุ่นวาย ได้รับบรรยากาศสดชื่นๆ เห็นเทือกเขาสวยๆ โดนรวมวิวค่อนข้างสวยมาก พอถึงที่พักพวกเราก็จัดแจงอาหารการกินเพื่อกินกันตอนเย็น พอตกดึกเพื่อนๆบางคนก็เข้านอนกันหมด เหลือเรากับเพื่อนอีก สามสี่คน นั่งกินกันอยู่
               คือตอนนั้นบรรยากาศดีมาก เพลินดี เห็นแสงไฟจากรีสอทไกลๆ และนั่งคุยอย่างสนุกสนาน แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้น ตอนนั้นประมาณเที่ยงคือเกือบๆตีหนึ่ง เรานั่งคุยนั่งดื่มกันอยู่กันแบบเพลินๆ เราก็ได้ยินเสียงแปลกๆลอยตามลมมาเป็นเสียงแว่วๆของผู้ชาย แต่ยังได้ยินไม่ชัดสักเท่าไหร่ ในใจก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
แล้วก็กินต่อคุยเสียงดัง ตลกขบขันอยู่กับเพื่อนพออีกสักพักก็ได้ยินเสียงแว่วเข้ามาอีกก็เลยถามเพื่อนว่ามึงได้ยินเสียงใครพูดป่าวว่ะ เพื่อนก็บอกว่าได้ยินมาสักพักละแต่ไม่กล้าถาม คือ พวกเราได้ยินกันทั้งหมด เอาละสิตอนได้ยินเสียงแรกก็ไม่เท่าไหร่คิดว่าหูแว่ว แต่พอนานเข้าทีมองหน้ากัน ทุกคนต่างเลิกลักๆ มองไปไหนทางไหนก็รู้สึกหดหู่ไปหมด พร้อมลมที่โชยมากระทบหน้าเบาๆและรู้สึกใจหวิวๆแปลกๆ

                   

                พออีกสักแปปเราบอกให้เพื่อนๆตั้งสติคงไม่มีไรหลอกพวกเราก็ยังนั่งกันอีกแปปว่ากันค่อยเข้าไปนอนอีกสักแปปก็มีเสียงผู้ชายดังขึ้นมาว่า “ไปอยู่กับกูมั้ย”  แล้วทุกคนต่างได้ยินชัดกันหมดและเป็นคำเดียวกันที่ได้ยิน ทุกคนมองหน้ากันอย่างไว แล้วเราก็พูดขึ้นมาว่าได้ยินเหมือนกันใช่ปะ เพื่อนพยักหน้าแล้วทำหน้าเจื่อนๆ แล้วเราก็เลยบอกว่าไปนอนกันเถอะรีบเข้าบ้านกันอย่างไว แล้วทุกคนที่เข้ามาบ้านก็รีบหอบผ้าหอบผ่อนมานอนรวมกันที่ห้องใหญ่ที่มีเพื่อนนอนอยู่ ทุกคนข่มตานอนพลิกตัวกันไปกันมากว่าจะหลับกันสนิทเรานอนจนหลับสนิทแต่มีอยู่ช่วงนึงเหมือนเราสดุ้งเหมือนได้ยินเสียงร้องไห้เป็นเสียงผู้ชาย เป็นเสียงเบาๆไม่ได้ดังเหมือนตอนแรกที่ได้ยิน และเราก็คิดในใจว่าเอาอีกแล้วรีบสวดมนต์ในใจว่า นะโมตะสะนะโมตะสะนะโมตะสะ เจ้าที่เจ้าทางที่ได้ทำอะไรผิดไปหรือทำเสียงดังรบกวนเจ้าที่เจ้าทางขอโทษด้วยนะคะ หนูขอมาพักคืนเดียวอย่ามารบกวนเลยนะต่างคนต่างอยู่ ถ้าทำอะไรผิดไปขอโทษด้วยนะคะ อีกสักแปปเราก็ไม่ได้ยินเสียงนั้น


              จนกระทั่งเราปวดปัสสาวะเราเปิดมาดูโทรศัพท์ตอนนั้นเวลา ตีสามเกือบๆตีสีกว่า ในใจก็คิดว่าจะเช้าแล้วบรรยากาศข้างนอกก็ได้ยินเสียงลมกระทบต้นไม้บ้าง หน้าต่างบ้าง ในห้องมืดไปหมด เราเรียกเพื่อนข้างๆบอกพาไปเข้าห้องน้ำหน่อยเพื่อนเราบีบแบขเราเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างแล้วก็เปิดแฟรชโทรศัพท์ไปเข้าห้องน้ำ พอเข้าเสร็จเดินออกมาเพื่อนเราบอกว่า ได้ยินเสียงอะไรปะ เราบอกได้ยิน ได้ยินเสียงคนร้องไห้เบาๆเหมือนอยู่ใกล้ๆ เพื่อนบอกได้ยินเสียงนี้เหมือนกันแต่เพื่อนบอกอีกว่า ไม่ได้ยินแค่เสียงนี้เสียงเดียว ยังได้ยินเสียงพูดว่า “ไปอยู่กับกูมั้ย” แล้วเหมือนมีคนมาจับขามัน เหมือนจะลากไปด้วย แต่เพื่อนบอกว่า มันขืนตัวเองแล้วเหมือนตะโกนให้ช่วยแต่เหมือนทุกคนหลับไม่ได้ยินเสียงที่พูด แต่เราบอกกะเพื่อนว่า เรานอนไม่สนิท เพื่อนก็บอกว่ามันสะกิดเราด้วยแต่เราไม่ตื่นแบบสะกิดแรงมาก จนมันบอกมันท่องนะโมตะสะนะโมตะสะนะโมตะสะ อย่ามาแกล้งกันเลยพวกเรามาดี ถ้าเสียงดังหรือทำอะไรที่ไม่ชอบก็ขอโทษด้วย อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลยนะ แล้วอีกสักแปปเหมือนที่มาดึงขาแล้วพูดว่า “ไปอยู่กับกูมั้ย”  ทั้งเสียงกับคนที่มาดึงขาก็หายไป พอเพื่อนเล่าเส็จเราต่างขนหัวลุก แล้วชวนเข้าไปในห้องพอเปิดห้องไป ห้องมืดสนิด

              เราสองคนจับแขนแบนชิดกันเปิดเฟรชโทรศัพท์แล้วส่องไปที่ที่นอนเห็นเพื่อนนั่งอยุ่แต่ก้มหน้า เราสองคนมองหน้ากันแล้วพูดพร้อมกันว่า มันลุกขึ้นมานั่งทำไมว่ะ คือตอนนั้นขาสั่นไปหมด แล้วเราสองคนค่อยเดินเข้าไปหาเพื่อนที่นั่งอยู่แล้วถามว่า ตื่นละเหรอ เพื่อนที่นั่งอยู่ได้แต่เงียบ แล้วเราก็ถามอีกว่าเป็นไรลุคมานั่งทำไมมีอะไรรึป่าว มันก็ยังไม่ตอบ จนเพื่อนอีกคนเขย่าตัวเพื่อนที่นั่งอยู่แล้วถามว่ามึงเป็นไรๆ จนเพื่อนที่นอนอยู่ด้วยกันหมดตื่นมากันแล้วถามกันมามีไรกันเหรอ เราก็เลยบอกว่าอยู่มันก็ลุกขึ้นมานั่ง แล้วพอถามไรก็ไม่ตอบปลุกก็ไม่ตื่น เพื่อนทุกคนเริ่มเข้ามุงกันแล้วอยู่ มันก็ร้องไห้ขึ้นมา แล้วเพื่อนทุกคนมองหน้าพร้อมกันหมด เสียงร้องไห้เริ่มดังขึ้น เพื่อนทุกคนเขย่าแรงมาก เรียกยังไงก็ไม่มีสติ จนเพื่อนอีกคนบอกว่ามันโดนผีหลอกป่าวว่ะ และเพื่อนที่เข้ามานอน

              ก่อนก็พูดว่าตอนมันนอนมันได้ยินเสียงคนร้องไห้บ้าง คนเดินในห้องบ้าง คนเดินลากขาข้างบ้านบ้างแต่มันไม่กล้าลุกไม่กล้าบอกเพื่อน และเพื่อนในห้องก็พูดเหมือนกันว่ามันก็ได้ยินกันหมด แล้วเพื่อนที่เหมทอนโดนผีเข้า อยู่ก็เลิกร้องไห้แล้วพูดคำว่า “ไปอยู่กับกูมั้ย” แล้วก็ร้องไห้ไม่เลิกคือทุกคนต่างขนหัวลุกหันหมดหมดทุกคนจนเพื่อนบอกว่าใครมีพระเอามาใส่ที่คอเพื่อนให้หน่อย อยู่ๆเพื่อนคนที่โดนผีเข้าเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า ไปอยู่กับกูให้หมดแล้วตาแข็งมากตัวเกรงเหมือนแค้นอะไรสักอย่าง เราก็เลยบอกให้เพื่อนรีบเอาพระไปให้เพื่อน จนเพื่อนคนนั้นค่อยๆสลบไป พวกเรารอกันจนเพื่อนตื่นก็จะเช้าแล้วแหละทุกคนบอกว่า ได้ยินเสียง กึกกักมาทั้งคืนบางคนโดนอำเหมือนโดนกดทับ แต่ทำไรไม่ได้ บางคนไม่กล้าบอกเพื่อน

จนเพื่อนตื่นแล้วตอนเช้าพวกเราก็ก็บอกเพื่อนว่าเรื่องมันเป็นมายังไง จนพวกเราต้องไปพากันไปทำบุญบุญวัดใกล้ๆแถวนั้นแล้วอุทิศส่วนกุศลเพื่อความสบายใจ 

 

คิดดีหรือยัง? ก่อนจะตัดสินใจแต่งงาน

คู่ชีวิตที่มีความรักอันสวยงามและเมื่อถึงวันเวลาอันสมควรตามประเพณีไทยของเราหรือของต่างประเทศก็ตาม ทั้งคู่ก็จะต้องเข้าพิธีมงคงลสมรสหรือพิธีแต่งงานเพื่อเป็นการยืนยันว่าความรักทั้งคู่จะยืนยาวไปตลอดและทั้งคู่พร้อมที่จะดูแลกันไปชั่วชีวิต แต่ว่าการแต่งงานนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมากในการใช้ชีวิตคู่ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเนื่องจากว่าทั้งคู่ก็มาจากต่างที่ ต่างนิสัย ต่างสภาพแวดล้อมจากคนละที่คนละรูปแบบ ดังนั้นการที่จะตัดสินใจแต่งงานนั้นจะต้องมีการปรับเข้าหากัน ให้ความรักและการอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างสมดุล หลานสิ่งหลายอย่างที่ต้องตัดสินใจก่อนมาใช้ชีวิตร่วมกัน

ข้อคิดและทบทวนตัวเองก่อนที่จะแต่งงาน ใช้ชีวิตร่วมกัน

  • เรื่องอารมณ์ของคนรัก หากคนรักที่คุณคิดจะแต่งงานด้วยเค้ามีอารมณ์รุนแรง ชอบใช้กำลังกับคุณหรือด่าทอคุณด้วยคำหยาบคายเสียๆ หายๆ ในขณะที่เกิดการทะเลาะกันขึ้น ฉะนั้นคุณควรที่จะกลับไปคิด ตัดสินใจให้ดีเลยว่าคุณพร้อมที่จะรับสภาพเช่นนี้ไหวหรือไม่ เพราะมิเช่นนั้นหลังการแต่งงานตัวคุณเองนั่นแหละที่จะเจ็บทั้งกายและใจได้ในภายหลังได้
  • สถานะทางการเงิน เพราะหากว่าแต่งงานไปแล้วมีปัญหาเรื่องเงิน สถานะทางการเงินไม่มั่นคงแล้วละก็ย่อมทำให้เกิดความสั่นคลอนและปัญหาต่างๆ ตามมาได้มากมายอย่างแน่นอน ฉะนั้นหากคุณตัดสินใจที่จะแต่งงานเพื่อใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว คุณต้องมั่นใจเสียก่อนว่าคนรักของคุณหรือตัวคุณเองจะสามารถหารายได้ช่วยกันเพื่อเป็นการประคับประคองให้ดำเนินต่อไปในทางที่ดีขึ้น และที่สำคัญก่อนแต่งงานควรที่จะตกลงกันเสียก่อนว่าการเก็บเงินนั้นจะเป็นการเก็บแบบกระเป๋าเดียวกันหรือแยกกระเป๋ากัน เพราะนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งเช่นกันแต่อย่างไรก็ตามความรักและความเข้าใจก็ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดที่จะเป็นการช่วยประคับประคองชีวิตคู่ให้ไปสู่ปลายทางที่ดีขึ้นได้ และสุดท้ายหากคุณทั้งคู่สามารถดูแลกันและกันได้เป็นอย่างดีในเรื่องของทั้งจิตใจและการเป็นอยู่ก็ถือได้ว่าชีวิตคู่ของคุณทั้งสองนั้นประสบความสำเร็จแล้วล่ะ
  • ความพร้อมของตัวเราเอง คือ เราต้องถามใจของตัวเราเองให้แน่ใจเสียก่อนว่าจริงๆ แล้วเรามีความพร้อมมากหรือน้อยแค่ไหน กับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตหลังจากชีวิตแต่งงาน เนื่องจากหลังชีวิตแต่งงานจะเป็นการใช้ชีวิตร่วมกันในทุกเรื่องเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นก่อนการแต่งงานเราควรคิดทบทวนให้ดีเสียก่อนว่าเรายังอยากมีชีวิตอิสระอยู่หรือเราพร้อมที่จะดูแลใครอีกคนแล้วจริงๆหรือเปล่า
  • ทัศนคติหรือความหวังของเราและคนรักว่ามันไปในทางเดียวกันจริงหรือไม่ และเรากับคนรักสามารถปรับทัศนคติเข้าหากันได้มากน้อยเท่าไหร่ เพราะหากไม่สามารถปรับทัศนคติเข้าหากันได้ ก็จะทำให้เกิดเป็นปัญหาสะสมตามมาในภายหลังได้ ฉะนั้นเราควรที่จะพยายามปรับตัวเข้าหากันอย่างน้อยก็คนละครึ่งทาง เพื่อให้ชีวิตคู่ของเรายืนยาวและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้
  • ครอบครัวของคนรัก เรื่องของสัมพันธไมตรีของตัวเราและครอบครัวคนรักว่าสามารถเข้ากันได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากว่าครอบครัวของคนรักไม่ชอบเราแล้วละก็อาจจะทำให้เกิดเป็นศึกปะทะคารมกันมาในภายหลัง สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นความลำบากใจของอีกฝ่ายได้นั่นเอง ฉะนั้นเราควรที่จะสร้างสัมพันธไมตรีอันเป็นมิตรต่อครอบครัวของคนรักเสียก่อนที่เราจะตัดสินใจแต่งงาน

เป็ดพะโล้ต้มแซ่บ

      วันนี้เราได้ลองพลิกแพลงเป็ดพะโล้หวานๆแบบเดิมๆ ให้มันอร่อยรสชาติจัดจ้าน แถมยิ่งซดน้ำซุปยิ่งโดนใจกันทั้งบ้าน เป็ดพะโล้เนื้อแน่นๆ หอมกลิ่นสมุนไพรของต้มซุปเปอร์และจากเครื่องสมุนไพรพะโล้ เป็นเมนูที่กลมกล่อมและลงตัวสุดๆ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • น้ำ 2 ถ้วย
  • คนอร์ซุปก้อน 2 ก้อน
  • ข่าหั่นแว่น 7 แว่น
  • ตะไคร้หั่นท่อนยาว ทุบ 2 ต้น
  • ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
  • เป็ดพะโล้สับเป็นชิ้น 500 กรัม
  • น้ำพะโล้ ½ ถ้วย
  • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูสวนบุบ 3 ช้อนโต๊ะอาหาร
  • ผักชีฝรั่งซอย 1 ต้น

วิธีทำ

  • ตั้งหม้อน้ำบนไฟกลางจนเดือด ใส่คนอร์ซุปก้อนรสไก่ลงไป คนให้ละลาย
  • ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และหอมแดงลงต้มจนกลิ่นหอม
  • ใส่เป็ด และน้ำพะโล้ลงไปต้มจนเดือด ถ้าชอบเนื้อเปื่อยนุ่ม ลดไฟลงเป็นไฟอ่อนแล้วต้มต่อจนเปื่อยนุ่มตามต้องการ
  • ใส่น้ำมะนาว พริกขี้หนูสวน ผักชีฝรั่ง และผักชี คนให้เข้ากัน แล้วปิดไฟ ตักเสิร์ฟได้เลย

เคล็ดลับความอร่อย – ถ้าหากใช้เป็ดพะโล้ทั้งตัวพร้อมเครื่องในให้นำไปสับเป็นชิ้นแยกส่วนก่อนนำมาปรุงอาหาร เพิ่มรสชาติความอร่อย