5 เหตุผลที่ต้องเก่งภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นภาษาสากลที่คนร้อยกว่าประเทศทั่วโลกใช้กัน แต่คนไทยก็ยังมีปัญหาในการฟังพูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษอยู่ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาแนะนำว่าเราจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจในตัวเอง ให้เห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเสียก่อน จะทำให้อยากพัฒนาตัวเองได้ วันนี้เราจึงมี 5 เหตุผลที่ต้องเก่งภาษาอังกฤษ มาฝากกัน

1.ทำให้มีโอกาสได้เรียนต่อหรือทำงานที่ดี
การอ่านข้อมูลด้านวิชาการจากหนังสือตำราหรืองานวิจัยต่าง ๆ ไม่ว่าอาชีพใด ๆ ก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น แพทย์ วิทยาศาสตร์ ดังนั้นหากคุณต้องการได้โอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น เรียนต่อเฉพาะด้านในต่างประเทศอย่างราบรื่น โดยไม่มีอุปสรรคในการทำความเข้าใจเอกสารตำราเรียน รวมถึงหากต้องการได้งานที่มีรายได้สูง ซึ่งมักเป็นบริษัทที่ทำงานกับชาวต่างชาติ ก็ต้องเสริมทักษะตัวเองอย่างรอบด้าน ทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษให้คล่องแคล่วมากที่สุด

2.ทำให้ภูมิใจในตัวเอง
การเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีไม่ต่างจากเจ้าของภาษาจะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาถามทางคุณได้ จะดีแค่ไหนถ้าคุณไม่ต้องเปิดมือถือใช้แอปพลิเคชันแปลคำศัพท์ใด ๆ แต่ตอบได้อย่างอัตโนมัติด้วยความรู้ด้านศัพท์และไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในตัว เชื่อว่าคุณจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองอย่างมากที่ทำได้ดีจนได้รับคำชื่นชม

3.ใช้สร้างอาชีพเสริมได้
อาชีพเสริมที่มาจากความรู้ด้านภาษาอังกฤษมีมากมาย เช่น การเป็นนักเขียนข่าวภาคภาษาอังกฤษ การรับแปลบทความ การทำคลิปสอนภาษาอังกฤษผ่านยูทูป การรับเป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษส่วนตัว ฯลฯ จะเป็นไปได้ว่านอกจากคุณสามารถใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้อย่างแคล่วคล่องจนน่าประทับใจแล้ว ยังทำให้คุณมีรายได้เสริมที่ไม่จำกัดได้อีกด้วย

4.ทำให้เที่ยวต่างประเทศได้สนุกขึ้น
หากคุณใช้ภาษาอังกฤษได้คล่อง ก็จะลดปัญหาในการสื่อสาร เข้าใจที่ชาวต่างชาติพูด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหาร การซื้อสินค้าในห้าง การถามทาง การพูดคุยเรื่องศิลปวัฒนธรรมกับเจ้าของประเทศที่คุณไปเยือน จะทำให้คุณรู้สึกสนุกกับการท่องเที่ยวมากขึ้นแน่นอน

5.ประหยัดต้นทุนทำธุรกิจ
หากคุณจะทำธุรกิจใด ๆ กับชาวต่างชาติแต่มีข้อจำกัดด้านภาษาอังกฤษ จะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างล่าม หรือคนช่วยแปลภาษาจากไทยเป็นอังกฤษที่มีความชำนาญสูงและมักคิดค่าใช้จ่ายเป็นรายวันหรือรายชั่วโมง ทำให้คุณมีต้นทุนในการทำธุรกิจสูงขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น หากสื่อสารได้เองจะทำให้พูดคุยได้ตามต้องการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้เลย

เมื่อได้ทราบ 5 เหตุผลที่ต้องเก่งภาษาอังกฤษ แล้ว จะเห็นได้ว่า ภาษาอังกฤษนั้นมีความสำคัญในชีวิตประจำวันอย่างมาก เราจึงหวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณมีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้นต่อไป

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกแก๊สน้ำตา

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงรู้จักแก๊สน้ำตาที่ปรากฏอยู่ในการรายงานข่าวหรือภาพยนตร์กันมาบ้าง แต่อาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าแก๊สน้ำตาคืออะไร มีผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร บทความนี้จะมาแนะนำวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกแก๊สน้ำตา อย่างถูกต้องกัน

โดยทั่วไป แก๊สน้ำตานั้นจะผลิตจากสารเคมีหลายชนิดที่มีฤทธิ์ก่อการระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวหนัง ดวงตา  ระบบทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร โดยแก๊สชนิดที่นิยมนำมาทำเป็นแก๊สน้ำตา เช่น

  • แก๊ส CN (Chloroacetophenone)
  • แก๊ส CS (Chlorobenzalmalononitrile) 
  • แก๊ส CR (Dibenzoxazepine) 
  • สารสกัดจากพริกไทย (Oleoresin Capsicum)

แม้จะมีชื่อสถานะเป็นแก๊ส แต่จริง ๆ แล้วแก๊สน้ำตาในอุณภูมิห้องนั้นมีสถานะเป็นผง แต่จะถูกอัดและบรรจุอยู่ในรูปแบบลูกกระสุน ลูกระเบิดสำหรับขว้าง หรือสเปรย์ เมื่อเปิดใช้จะกลายเป็นละอองฝอยหรือกลุ่มควัน ส่งผลต่อร่างกายภายในเวลาไม่กี่วินาทีหลังถูกแก๊ส และอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจคงอยู่ได้นานนับชั่วโมง

อันตรายจากแก๊สน้ำตา
ความรุนแรงของอาการหลังโดนแก๊สน้ำตาจะขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มข้นของแก๊สน้ำตา พื้นที่ที่มีการใช้แก๊สน้ำตา หรือสุขภาพส่วนตัวของแต่ละคน โดยทั่วไปแก๊สน้ำตาอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ ดังนี้

ผลกระทบต่อดวงตา
หากดวงตาสัมผัสกับแก๊สน้ำตามักจะเกิดอาการ เช่น

  • น้ำตาไหล 
  • ลืมตาไม่ขึ้น กล้ามเนื้อรอบเบ้าตากระตุก 
  • หนังตาและเยื่อบุตาบวม  
  • แสบตา คันตา
  • มองเห็นเป็นภาพเบลอ
  • เลือดออกในตา เป็นแผลที่กระจกตา หากโดนแรงอัดจากแก๊สน้ำตาโดยตรง 
  • สูญเสียการมองเห็นชั่วคราว

ผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ
อาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น

  • แสบร้อน คันจมูกและลำคอ น้ำมูกไหล
  • แน่นหน้าอก หายใจลำบาก
  • ไอ เจ็บคอ มีเสมหะ 
  • สำลัก 
  • ถุงลมโป่งพอง หลอดลมตีบในผู้ป่วยโรคหอบหืด
  • ระบบหายใจล้มเหลว

ผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร
อาการที่เกิดขึ้นในระบบอวัยวะนี้ เช่น

  • แสบปาก น้ำลายไหล
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย

ผลกระทบต่อผิวหนัง
หากแก๊สน้ำตาถูกผิวหนังจะส่งผลให้เกิดอาการ เช่น 

  • ระคายเคือง แสบ หรือคันผิวหนัง
  • ผิวหนังบวมแดงหรือพุพอง ผิวหนังไหม้จากสารเคมี
  • ผิวหนังอักเสบจากการแพ้ โดยหลังจากสัมผัสสารไปแล้ว 72 ชั่วโมงอาจมีผื่นคันเกิดขึ้น

ผลกระทบในด้านอื่น ๆ ที่พบได้ เช่น ปวดศีรษะ ง่วงซึม หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง หัวใจหยุดเต้นหรือเสียชีวิตในผู้ที่มีปัญหาหัวใจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งบุตรหรือทารกเจริญเติบโตผิดปกติ เป็นต้น

ในกรณีที่ถูกแก๊สน้ำตาเป็นเวลานานหรือในปริมาณความเข้มข้นสูงอาจทำให้ตาบอด มีเลือดออกภายในร่างกาย เส้นประสาทถูกทำลาย ต้อกระจก แผลที่กระจกตา ปอดบวมน้ำ โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) หากระบบหายใจล้มเหลวหรือสารเคมีเผาไหม้เนื้อเยื่อลำคอและปอดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกแก๊สน้ำตา
ในปัจจุบันไม่มียาแก้พิษสำหรับแก๊สน้ำตา จึงทำได้เพียงควบคุมอาการหรือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนี้

  • เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและมีลมพัด
  • ถอดชุดที่เปื้อนแก๊สน้ำตาออก หากเป็นเสื้อชนิดสวมศีรษะ ไม่มีกระดุม หรือถอดได้ยาก ควรใช้กรรไกรตัดผ้าออกแทนการดึงออกทางศีรษะ เพื่อป้องกันแก๊สน้ำตาเลอะใบหน้า   
  • เมื่อถูกแก๊สน้ำตาควรทำความสะอาดด้วยวิธีที่ถูกต้อง หากมีละอองแก๊สติดตามผิวหนังให้ล้างออกด้วยสบู่และน้ำสะอาดในปริมาณมากโดยเฉพาะบริเวณข้อพับและใบหู 
  • ล้างดวงตาด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือขวดประมาณ 10–15 นาที โดยให้เอียงศีรษะแล้วค่อย ๆ ปล่อยน้ำให้ไหลผ่านดวงตา หากสวมคอนแทคเลนส์ให้ถอดออกและไม่นำกลับใช้ซ้ำ หากสวมแว่นตาให้ล้างแว่นด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนนำกลับมาใช้อีกครั้ง  
  • ระมัดระวังในการหยิบจับสิ่งของหรือเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนแก๊สน้ำตาในขณะใส่ถุงขยะเพื่อนำไปทิ้ง โดยให้สวมถุงมือยางและล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังกระบวนการทิ้ง

อย่างไรก็ตาม แม้คนส่วนใหญ่ที่ถูกแก๊สน้ำตาจะไม่เกิดผลกระทบในระยะยาว แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากร่างกายโดนหรือสูดเอาแก๊สน้ำตาเข้าไปควรรีบปฐมพยาบาลโดยเร็ว จากนั้นรีบส่งต่อให้แพทย์เพื่อรักษาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี

พริกไทยมีประโยชน์ช่วยลดความอ้วนได้

เครื่องเทศอย่าง พริกไทย นั้น คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักแน่ๆ ถึงแม้ว่าจะมีทั้งคนที่ชอบ หรือไม่ชอบกลิ่น และความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศชนิดนี้อยู่ก็ตาม ซึ่งพริกไทยเองนั้น ถือได้ว่าเป็นเครื่องเทศอีกประเภทหนึ่ง ที่มีความเป็นมายาวนาน หลายศตวรรษมาแล้ว

พริกไทยนั้น คนไทยเราก็ได้มีการนำมาปรุงเป็นวัตถุดิบ ของอาหารอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแกง ผัด ทอด ฯลฯ อาจพอเรียกได้ว่า ไม่สามารถขาดได้ในเมนูหลายๆ ประเภทเลยทีเดียว และนอกจากนี้ พริกไทยยังเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบจะทุกส่วน ตั้งแต่ใบ ดอก เมล็ด ราก แม้แต่เถา ก็ยังให้ประโยชน์กับสุขภาพ รวมไปถึงผู้ที่กำลังอยากจะลดความอ้วนได้อีกด้วย

ประโยชน์ของพริกไทย

  • พริกไทย เป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพ ของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
  • ช่วยในการป้องกันการเกิดเป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุ
  • มีคุณสมบัติที่ช่วยในการต้านทานสารพิษ ที่อาจก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็ง
  • ช่วยทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย ทำงานได้ดี
  • บรรเทาอาการปวดท้อง จากโรคกระเพาะอาหาร
  • ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยบรรเทาอาการของผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับ

สำหรับผู้ที่อยากลดความอ้วน
การรับประทานพริกไทย จะช่วยทำให้ร่างกาย เกิดการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการนำน้ำมันที่สกัดมาจากพริกไทย มานวดทาบริเวณไขมันส่วนเกิน ที่เกาะอยู่ตามส่วนต่างๆ ให้ลดลงได้เช่นกัน

แต่การรับประทานพริกไทยนั้น ก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปในแต่ละครั้งโดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคริดสีดวงทวาร และโรคที่เกี่ยวกับดวงตา เพราะจะทำให้อาการกำเริบได้

ดังนั้น พริกไทยจึงถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องเทศ ที่ไม่เพียงใช้แค่ใช้ในการปรุงรส หรือเพื่อกลิ่นของอาหารเท่านั้น เพราะสรรพคุณทางยาที่มีในพริกไทยนั้น ก็อยู่ในระดับที่เรียกว่า เป็นสุดยอดเลยทีเดียว หากสามารถรับประทานได้เป็นประจำ ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ

วิธีซักหมอนเก่า ให้ขาวสะอาด หอมน่านอนอีกครั้ง

หากเรามีหมอนเก่าๆ ชุดเครื่องนอนเก่าๆ แค่เห็นเราก็คงไม่สามารถกล้าที่จะลงไปนอนแล้ว ดังนั้น เราจะนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ถ้านอนไปได้กลิ่นเหม็นอับของหมอนไป นอนไปก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกสดชื่น จะดีกว่าไหมถ้าเรารู้จักวิธีซักหมอนเก่า ผ้าปูต่างๆ ให้ขาวสะอาด ไร้คราบ กลิ่นหอม

วันนี้เราจึงมี วิธีซักหมอนเก่า ให้ขาวสะอาด หอมน่านอนอีกครั้ง มาฝากกัน เพราะเราควรจะดูแลรักษาความสะอาดของชุดเครื่องนอนอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะหมอนหนุนนอน เพราะหมอนเป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสกับศีรษะและใบหน้าของเรา หากหมอนสกปรกและเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น เชื่อเถอะว่าถึงต่อให้นอนหลับได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหลับได้เต็มอิ่มอยู่ดี

1. วิธีซักหมอนมีคราบเหลือง
คราบเหลืองบนหมอนกำจัดได้ไม่ยาก ด้วยการนำหมอนลงไปแช่น้ำร้อนในถังซักผ้า แล้วใส่ผงซักฟอก 1 ถ้วยตวง ผงล้างจาน 1 ถ้วยตวง และผงบอแรกซ์ อีก ½ ถ้วยตวงลงไป แช่ต่ออีก 30 นาที แล้วค่อยเปิดระบบซักตามปกติ ก่อนจะปั่นแห้งและอบแห้งให้นำลูกเทนนิส 2 ลูกใส่ลงในถังซัก แล้วปั่นต่อจนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย คราบเหลือง ๆ ก็จะหายไป

2. วิธีซักหมอนใหม่
นำหมอน 2 ใบใส่ลงไปในถังซัก แล้วใส่สบู่ซักผ้าขูดฝอย 1 ถ้วยตวงลงในช่องใส่ผงซักฟอกพร้อม ๆ กับสารฟอกขาว ½ ถ้วยตวง และเบกกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวง เทน้ำร้อนตามลงไป จากนั้นแช่หมอนทิ้งไว้ 20 นาที ใส่ลูกเทนนิสที่ห่อด้วยถุงเท้าสะอาด ๆ ลงในถัง ตามด้วยน้ำมันหอมระเหย 3-5 หยด แล้วค่อยเปิดโหมดปั่น เมื่อปั่นและอบแห้งเรียบร้อยแล้ว หมอนก็จะกลับมาสะอาดเหมือนเดิม

3. วิธีซักหมอนให้ขาวสะอาด
สำหรับวิธีนี้เพียงแค่นำน้ำยาล้างจาน 1 ถ้วยตวง มาผสมกับโซดาซักผ้า ¾ ถ้วยตวง น้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวง และผงซักฟอกที่ใช้ประจำอีก 3 ช้อนโต๊ะ จากนั้นเติมน้ำร้อนประมาณ 3 ถ้วยตวงลงไป แล้วคนให้ส่วนผสมทั้งหมดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ต่อมานำหมอนใส่ลงในถังซักผ้าและตามด้วยส่วนผสมที่เตรียมไว้ เปิดน้ำร้อนและซักตามปกติ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

4. วิธีซักหมอนขึ้นรา
การกำจัดเชื้อราบนหมอนทำได้โดยนำหมอนมาแช่น้ำร้อนในถังซัก แล้วเติมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) 1 ถ้วยตวง และน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวงลงในถังซักโดยตรง แช่ทิ้งไว้สักพัก จากนั้นเทเบกกิ้งลงช่องผงซักฟอก (ถ้าเป็นเครื่องซักผ้าฝากหน้าใช้ ¼ ถ้วยตวง สำหรับเครื่องฝาบนใช้ ½ ถ้วยตวง) เพิ่มน้ำส้มสายชูลงไปในช่องผงซักฟอกอีก ½ ถ้วยตวง และหยดน้ำมันหอมระเหย 2-3 แล้วให้เครื่องซักทำความสะอาดและปั่นแห้งตามปกติ หมอนก็จะกลับมาสะอาดน่าหนุน ไม่มีเชื้อราที่น่ากลัวอีกต่อไป

5. วิธีซักหมอนด้วยเครื่องซักผ้าฝาหน้า
สำหรับการซักหมอนเก่าด้วยเครื่องซักผ้าฝาหน้า ให้ผสมโซดาซักผ้า 1 ถ้วยตวง กับผงล้างจาน 1 ถ้วยตวง และผงบอกแรกซ์ ½ ถ้วยตวง จากนั้นตวงส่วนผสมประมาณ ¼ ถ้วยตวง ใส่ในช่องผงซักฟอก ตามด้วยสารฟอกขาวอีก ¼ ถ้วยตวง แล้วนำหมอน 2 ใบใส่ในถังซักเพื่อถ่วงน้ำหนักให้บาลานซ์กัน เปิดระบบน้ำร้อนและปั่นให้นานหน่อย ก่อนปั่นแห้งและอบแห้งให้นำลูกเทนนิสไปใส่ในถังซัก 2 ลูก เพื่อช่วยรักษารูปทรงของหมอนและทำให้หมอนแห้งเร็วกว่าการปั่นแบบธรรมดา

เมื่อรู้ วิธีซักหมอนเก่า ให้ขาวสะอาด หอมน่านอนอีกครั้ง แล้ว ก็อย่าลืมกลับไปดูแลชุดเครื่องนอนต่างๆ กันนะ อย่าปล่อยปละละเลยการทำความสะอาดชุดเครื่องนอน โดยเฉพาะหมอนหนุนเด็ดขาด เพราะถ้าไม่อย่างนั้นเจ้าเชื้อโรค เชื้อรา สิ่งสกปรก และกลิ่นเหม็นอับ มันจะก่อตัวขึ้นมาเป็นอุปสรรคพรากช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนที่มีค่าของเราไป

5 ไอเท็มสำคัญสำหรับหนุ่มสาวชาวปาร์ตี้

หากใครคิดว่าการไปปาร์ตี้นั้น ไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไรไปก็ได้ ไปแค่ตัวก็เพียงพอแล้ว เราขอบอกเลยว่า ท่านคิดผิดแล้ว เพราะการไปปาร์ตี้นั้นก็จำเป็นต้องมีไอเท็มสำคัญๆ ติตตัวไปด้วย หากขาดไป หรือลืมพกไป อาจจะทำให้การปาร์ตี้ของคุณนั้นหมดสนุกได้เชียวล่ะ

วันนี้เราจึงมี 5 ไอเท็มสำคัญสำหรับหนุ่มสาวชาวปาร์ตี้ มาบอกกันว่ามีอะไรบ้าง เพื่อเอาไว้เตือนเหล่าชาวชอบปาร์ตี้ว่าไอเท็มต่างๆ ที่เราจะหยิบยกมานั้น มันสำคัญจริงๆ นะ

1.บัตรประชาชน
สำหรับบัตรประชาชนนั้น เป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้เพื่อยืนยันตัวเอง และยังใช้ตรวจสอบอายุของผู้เข้างานอีกด้วย ซึ่งแปลว่าผู้ที่สามารถเที่ยวตามสถานบันเทิงยามค่ำคืนต่างๆได้ต้องมีอายุ 18 บวกเท่านั้นถึงจะปาร์ตี้ได้ สำหรับใครที่อายุยังไม่ถึงก็ต้องอดใจรอไปก่อน ไอเท็มชิ้นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หากลืมนำไปด้วย ก็อาจจะเข้าร่วมงานไม่ได้เลยทีเดียว

  1. เงินสดหรือบัตรเครดิต
    ไว้สำหรับเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มในการปาร์ตี้ให้สุดเหวี่ยงโดยเลือกพกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างเงินสด หรือบัตรเครดิต แต่สำหรับบ้านเราแนะนำให้พกเงินสดติดตัวจะดีกว่า และไม่ควรพกเงินสดไว้ในกระเป๋าเดียว ควรแบ่งเก็บไว้ในกระเป๋าหน้ากระเป๋าหลังหรือกระเป๋าลับ เพื่อป้องกันการโดยมือดีแอบฉกไปโดยไม่รู้ตัว หรือเผื่อว่าเมาจนลืมตัว นำเงินออกมาหมด ก็อาจจะพอมีความหวังว่าตื่นเช้ามา เงินจะยังมีเหลือในกระเป๋าไหนสักกระเป๋า
  1. โทรศัพท์มือถือคู่ใจ
    แน่นอนว่าขาปาร์ตี้ทั้งหลายต่างก็อยากแชะ โชว์ ภาพบรรยากาศในงานที่แสนจะสนุกสนานให้เพื่อนๆได้กดไลท์ คอมเม้นท์ และแชร์รูปกันแบบเรียลไทม์ การพกโทรศัพท์มือถือที่สำหรับการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี ถ่ายเซลฟี่ออกมาหน้าไม่วอก แถมมีฟังก์ชั่นวาดไฟไว้เพิ่มความไม่ธรรมดาในการถ่ายรูปได้อีกต่างหาก
  1. นาฬิกา
    เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวปาร์ตี้ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเวลาปล่อยโต๊ะ หรือเวลากลับบ้าน อีกทั้งแฟชั่นนาฬิกาสมัยนี้ก็เก๋ไก๋ไม่หยอก การใส่นาฬิกาจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวเราต้องไม่ลืม แต่จะเก๋กู๊ดขนาดไหนถ้านาฬิกาที่คุณสวมใส่มีดีไซน์ว้าว!กว่าของเพื่อน แถมมีฟังก์ชั่นที่สามารถวัดจำนวนแคลอรี่ หรือจำนวนการก้าวเดินได้ มีหลายแบรนด์ด้วยนะ
  1. กระดาษซับมัน
    ถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยหลังจากแด๊นซ์กระจายในอากาศอันร้อนระอุ เพราะกระดาษซับคือตัวช่วยอันดับหนึ่งในการลดความมันและคราบเหงื่อบนใบหน้าโดยไม่ต้องเดินเข้าห้องน้ำเพื่อตบแป้งให้เสียเวลา เรียกว่าถ้าไม่อยากให้หน้าหมองต้องกระดาษซับมันนะ

เป็นยังไงกันบ้างกับ 5 ไอเท็มสำคัญสำหรับหนุ่มสาวชาวปาร์ตี้ ที่เรานำมาบอกกันนั้น มีไอเท็มไหนที่พกติดตัว และไม่ได้พกกันบ้าง แต่หากไอเท็มไหนไปก็คงแย่ๆ แน่

วิธีลดเซลลูไลท์ ง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

เซลลูไลท์ หรือที่บ้างก็เรียกว่า ผิวเปลือกส้ม คือ เซลล์ไขมันที่เคลื่อนตัวสูงขึ้นมาสะสมอยู่ชั้นใต้ผิวหนัง มีลักษณะขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำคล้ายกับผิวเปลือกส้มหรือผิวมะกรูด มักพบได้บ่อยบริเวณต้นขา สะโพก ต้นแขน และหน้าท้อง บางคนขึ้นเป็นลอน ๆ เพราะมีไขมันสะสมเป็นก้อนผสมอยู่กับของเสียและน้ำปะปนอยู่ในถุงนั้น ซึ่งในแต่ละก้อนไขมันจะมีเปลือกเหนียว ๆ ห่อหุ้มอยู่ จึงทำให้มองจากภายนอกแล้วเห็นเป็นลอนของไขมัน โดยเซลลูไลท์จะแตกต่างจากไขมันธรรมดาในร่างกายที่เราสามารถกำจัดออกไปได้ง่าย ๆ ด้วยการออกกำลังกาย แต่เซลลูไลท์ไม่สามารถกำจัดออกได้ง่ายเช่นนั้น เพราะต้องอาศัยทั้งการนวดผิวหนังร่วมกับการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารร่วมด้วย จึงจะสามารถกำจัดเซลลูไลท์ออกไปอย่างได้ผล

วิธีลดเซลลูไลท์ ง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

  1. ควบคุมอาหาร คุณควรลดละเลิกทั้งของหวานจัดและมันจัด แป้ง ไอศกรีม นมที่มีมันเนยสูง อาหารเค็มจัด และอาหารที่ผ่านกระบวนการแปลงสภาพ เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของเรามีไขมันสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และให้หันมาควบคุมอาหารในแต่ละวัน กินอาหารที่มีประโยชน์และมีไขมันต่ำ ดื่มน้ำเปล่าสะอาด ๆ ให้ได้วันละ 8 แก้ว
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแล้ว ยังช่วยทำให้ระบบในร่างกายเกิดความสมดุลอีกด้วย แต่การออกกำลังกายที่ดีควรจะเป็นการเดินเร็ว ๆ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก และการออกกำลังกายใต้น้ำ ครั้งละ 30-40 นาทีขึ้นไป อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง การออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายออกไป
  3. กินผักและผลไม้สดมาก ๆ นักธรรมชาติบำบัดเชื่อว่า การรับประทานผักและผลไม้สดจะช่วยลดเซลลูไลท์ที่เกิดขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดใหม่ของเซลลูไลท์ได้มากถึงร้อยละ 75 (แต่ควรเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด) เนื่องจากผักและผลไม้จะอุดมไปด้วยเกลือแร่ วิตามิน สารพฤกษเคมี สารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยกระตุ้นตับให้ขับพิษได้ดี ช่วยทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. อยู่ในอิริยาบถที่ถูกต้อง เราไม่ควรอยู่ในท่าใดหนึ่งนานเกินไป แต่ควรหันมาเดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ในระหว่างการทำงาน หรือควรลุกเดินไปมาอยู่เสมอเพื่อกระตุ้นการกำจัดของเสียระหว่างวัน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในออฟฟิศ ยิ่งควรจะนั่ง ยืน และเดินให้ถูกต้อง ไม่นั่งไขว่ห้าง เพราะจะทำให้เกิดเซลลูไลท์ได้ง่าย
  5. กำจัดของเสียในปอด ด้วยการฝึกลมหายใจลึกยาวเพื่อให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ซึ่งออกซิเจนจะให้ชีวิต ให้ความกระชุ่มกระชวยกับเซลล์ในร่างกาย ไม่เฉพาะแต่เซลล์สมองเท่านั้น แต่ออกซิเจนยังช่วยเผาผลาญพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
  6. นวดน้ำมัน ให้เราใช้น้ำมันสำหรับการนวดผสมกับน้ำมันหอมระเหยมาทาผิวเพื่อให้ผิวลื่น จะช่วยทำให้นวดได้คล่องขึ้นและไม่รั้งผิวจนทำให้ผิวเหี่ยวย่น แถมยังช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนดีขึ้นและกระตุ้นประสิทธิภาพของระบบการกำจัดของเสียของร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ด้วยการกระตุ้นระบบต่อมน้ำเหลืองที่ช่วยย่อยไขมัน โดยให้เน้นนวดวนและบีบ ๆ เฉพาะส่วนในจุดที่การไหลเวียนไม่ดี
  7. ขัดถูผิวในขณะอาบน้ำทุกวัน ด้วยการใช้แปรงแห้ง ๆ นุ่ม ๆ เช่น ฟองน้ำ ใยบวบ หินขัด หรือครีม นำมาขัดวนไปมาประมาณวันละ 2-3 นาที จะช่วยทำให้ระบบต่อมน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีและเป็นการช่วยขจัดเซลล์ไขมัน เพราะความร้อนจากการขัดถูจะทำให้ไขมันบางส่วนละลายได้

10 วิธีจัดการกลิ่นสัตว์เลี้ยง

แม้ว่าเราจะรักสัตว์เลี้ยงของเรา แต่เราไม่จำเป็นที่จะรักกลิ่นเหม็นนั้นด้วย เพราะหากเป็นบ้านที่มีกลิ่นเหมือนสัตว์เลี้ยงนั้นสามารถทำให้เกิดปัญหาได้หลายอย่างเลยล่ะ คุณอาจจะอายคนที่มาบ้าน หรือใช้เวลาอยู่ในบ้านน้อยลง แต่ไม่ต้องกังวลไป  คุณสามารถจัดการกลิ่นสัตว์เลี้ยงได้ด้วยการทำนู่นนี่นิดหน่อยและเปลี่ยนแปลงอะไรอีกเล็กน้อย

วันนี้เราจึงมี 10 วิธีจัดการกลิ่นสัตว์เลี้ยง มาฝากทุกคนกัน เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้กลิ่นเหม็นเหล่านั้นอยู่ในบ้านของเราอีกต่อไป เราสามารถกำจัดมันได้ และหากกำจัดไปได้ ก็ดีสำหรับตัวเราและผู้อาศัยทุกคนด้วย

ทำความสะอาดแหล่งที่ส่งกลิ่น
1. ดูดฝุ่น สัตว์เลี้ยงอาจปล่อยบางอย่างที่ส่งกลิ่นเหม็นไว้ตอนที่มันวิ่งวุ่นไปทั่วบ้านคุณ ซึ่งนั่นอาจเป็นขน สะเก็ดผิวหนัง โคลน และรอยฉี่หรืออึของมัน ในการกำจัดแหล่งกลิ่นเหล่านี้ ก็ให้ดูดฝุ่นทั้งบ้านเสียเลย ใช้หัวดูดฝุ่นเฉพาะแบบเมื่อจำเป็น และอย่าลืมดูดฝุ่นบริเวณ
พื้น ขอบผนัง พรมต่างๆ เฟอร์นิเจอร์ พื้นใต้เฟอร์นิเจอร์ หมอน บริเวณที่สัตว์เลี้ยงชอบอยู่ตรงนั้น

2. ทำความสะอาดพรมของสัตว์เลี้ยงด้วยน้ำยาทำความสะอาดชนิดเอนไซม์ การทำความสะอาดแบบไม่ถูกต้องเหมาะสมมักจะเป็นตัวร้ายที่ทำให้เกิดกลิ่นสัตว์เลี้ยงขึ้น ถ้ามีบริเวณที่เคยวางพรมของสัตว์เลี้ยงเอาไว้ไม่นาน ให้ฉีดสเปรย์ทำความสะอาดชนิดเอนไซม์ใส่ ปล่อยให้ชุ่มแบบนั้นไว้ 30 นาที จากนั้นก็ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด จะเห็นได้ว่ากลิ่นสัตว์เลี้ยงที่น่ารำคาญก็จะหายไป

น้ำยาทำความสะอาดชนิดเอนไซม์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะมันจะไปแตกตัวโปรตีนในฉี่ อึ อาเจียน และคราบอื่นๆ ในทางชีวภาพ

3. ทำความสะอาดพรม การทำความสะอาดคราบสกปรกเป็นจุดๆ จะช่วยกำจัดกลิ่นจากบริเวณที่เฉพาะเจาะจงได้ แต่ในพรมของคุณอาจมีกลิ่นที่แตกต่างกันในจุดต่างๆ เต็มไปหมด ฉะนั้นให้ซักพรมไปเลยเพื่อกำจัดกลิ่นเหม็นที่มีทั่วบ้านนั้นเอง มันอาจใช้เวลาสักหน่อย แต่ให้อดทนเอาไว้นะ เพราะบ้านที่ไร้กลิ่นนี่แหละคุ้มค่าที่สุดแล้ว คุณจะใช้สารทำความสะอาดแบบแห้งหรือแบบน้ำในการทำความสะอาดพรมก็ย่อมได้

  • สำหรับแบบแห้ง ให้โรยผงทำความสะอาดให้ทั่วผืนพรม ทิ้งเอาไว้อย่างน้อย 30 นาทีให้สารทำงาน จากนั้นดูดตัวสาร ฝุ่น และกลิ่นออกจากพรมได้เลย

ลองใช้น้ำยาซักพรม โดยเทน้ำยาลงส่วนที่เครื่องซักจะปล่อยน้ำออกมาพร้อมกับน้ำ และเทน้ำยาทำความสะอาดลงในช่องผงซักฟอก กดปุ่มและดูดพรมทั้งผืน ปล่อยให้พรมแห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จากนั้นก็ดูดพรมอีก

4. ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ กลิ่นของสัตว์เลี้ยงมักจะซ่อนอยู่ตามเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ตัวโปรดของแมวคุณก็อาจเป็นสิ่งหลักๆ ที่ปล่อยกลิ่นน่ารำคาญเลยก็เป็นได้ ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็จะมีวิธีทำความสะอาดที่ดีที่สุดของมัน แต่คุณควรตรวจสอบป้ายเตือนก่อนจะทำความสะอาด เพื่อให้มั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นไม่ได้ควรทำความสะอาดแบบแห้งอย่างเดียว โดยป้ายเตือนที่มีตัวอักษร S หมายความว่า ห้ามทำความสะอาดด้วยน้ำ และ X หมายถึงให้ทำความสะอาดแบบแห้งเท่านั้น

  • ใช้แปรงทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ที่หุ้มเบาะ อย่างเช่นโซฟา โดยเติมน้ำอุ่นกับน้ำยาล้างจานหลายๆ หยดลงไป กวนน้ำเพื่อให้เกิดฟอง นำแปรงขนนุ่มจุ่มลงไปในฟองแล้วขัดผิวเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด จากนั้นใช้ผ้าหมาดๆ เช็ด และผึ่งลมให้แห้ง

หนังสัตว์และผ้าคล้ายหนังสัตว์จะค่อนข้างบอบบางกว่าหน่อย แต่ก็สามารถทำความสะอาดได้อยู่ โดยให้ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนเท่ากัน แล้วจุ่มผ้าลงไป บิดให้น้ำออกมามากที่สุด เพื่อที่ผ้าจะได้หมาดๆ จากนั้นก็เช็ดผิวเฟอร์นิเจอร์เพื่อกำจัดกลิ่นที่น่ารำคาญนั่น

5. อาบน้ำให้สัตว์เลี้ยง พวกสัตว์เลี้ยงมีนิสัยชอบเล่น ซึ่งบ่อยครั้งที่จะเป็นการไปเล่นสกปรก การอาบน้ำสม่ำเสมอนั้นเหมาะกับสุนัขและเฟอร์เร็ต และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ บางตัวก็ควรอาบนานๆ ที ให้พาสัตว์เลี้ยง (และของเล่นที่มันชอบตอนอาบน้ำ ถ้ามี) ลงอ่างน้ำ กะละมัง หรือถัง ใช้ถังหรือสายยางทำให้ขนสัตว์เลี้ยงเปียกก่อน จากนั้นลงแชมพูสำหรับสัตว์บนขนและหนังด้วยมือจนกว่าจะออกมาสะอาดและเต็มไปด้วยฟอง แล้วล้างแชมพูออกให้สะอาดหมดจด ทีนี้ก็จะออกมากลิ่นหอมแถมยังดูดีด้วยนะ

  • ขณะที่อาบน้ำมัน ให้ใส่ใจกับอุ้งเท้า ส่วนด้านหลัง และบริเวณใดๆ ที่สัตว์เลี้ยงอาจเอาไปถูกับอะไรบางอย่าง

อ่อนโยนกับสัตว์เลี้ยงของคุณด้วยนะ อย่าไปล้างหน้า ตา หรือหูมันด้วยน้ำผสมแชมพูล่ะ แชมพูเข้าตาเมื่อไรมีเจ็บแน่ๆ และถ้าน้ำเข้าหูก็จะทำให้เกิดติดเชื้อราได้

6. ทำความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยง จุดที่แสนสบายนี้ก็คือจุดที่มีกลิ่นสัตว์เลี้ยงติดแน่นเลยล่ะ โชคดีที่ที่นอนส่วนใหญ่สามารถนำลงซักเครื่องได้ปกติโดยใช้น้ำอุ่นหรือน้ำร้อน จากนั้นก็ทำให้แห้งในเครื่องอบแห้งได้

  • เตียงที่มีขนาดใหญ่กว่านั้นมักจะมีปลอกคลุมที่ถอดออกได้ โดยให้เอาปลอกไปซักในเครื่องซักผ้า สำหรับกลิ่นที่ติดกับไส้ในนั้น ให้ใช้เบกกิ้งโซดาโรยบนไส้ที่นอน แล้วดูดเบกกิ้งโซดาออกมา จากนั้นก็ใส่ปลอกที่สะอาดแล้วกลับไป ก็จะได้ที่นอนสะอาดๆ ไร้กลิ่นแล้วล่ะ

7. ทำความสะอาดเตียงของคุณ การที่พาสัตว์เลี้ยงขึ้นมาเล่นบนเตียงช่างเป็นอะไรที่แสนสุข อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดเตียงบ่อยๆ ให้ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันอาจเป็นตัวเก็บกลิ่นของสัตว์เลี้ยงได้เช่นกัน ให้นำปลอกหมอน ผ้ารองเตียง ผ้าปูเตียง ปลอกผ้านวม และผ้าห่มออกมาจากเตียง ซักพวกผ้าและผ้าห่มในเครื่องซักผ้า โดยเติมน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วย (59 มล.) ลงในเครื่องเพื่อประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นที่ดีขึ้น แล้วนำเครื่องนอนไปผึ่งให้แห้งหรืออบแห้ง

ขณะที่ซักพวกเครื่องนอนอยู่ ให้เอาเบกกิ้งโซดาโรยเตียงให้ทั่ว และก่อนที่จะใส่พวกผ้ากลับไป ให้ดูดเบกกิ้งโซดาขึ้นมา

8. ทำความสะอาดของเล่นและของๆ สัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงของคุณถือว่าโชคดีที่มีของเล่นและของใช้เยอะแยะเป็นของมัน อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ทำความสะอาดและยังโยนทิ้งไว้ทั่วบ้าน ก็จะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ขึ้นมาล่ะ ให้ซักของเล่นที่เป็นผ้า เชือก ผ้าขนหนู ปลอกคอ และเชือกจูงด้วยเครื่องซักผ้า อบแห้งในเครื่องอบ ส่วนของเล่นที่เป็นของแข็ง ชามข้าว และของเล่นที่เป็นยาง ก็ให้จุ่มลงในน้ำสบู่ร้อน

9. เปลี่ยนกระบะทราย เป็นที่เข้าใจกันว่ากระบะทรายทำให้เกิดกลิ่นเหม็นพอควรเลยล่ะ ในการทำความสะอาดมัน ให้เทวัสดุข้างในใส่ลงถุงขยะพลาสติกก่อน จากนั้นก็ขัดกระบะด้วยน้ำสบู่ ในการกำจัดคราบและกลิ่นเหม็นที่ยังฝังแน่น ให้เทน้ำส้มสายชูลงกระบะและปล่อยแช่เอาไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นขัดด้วยแปรง ล้างน้ำ และผึ่งลมให้แห้ง

  • เมื่อกระบะแห้งสนิทแล้ว ให้ใส่ทรายลงไปใหม่ โรยเบกกิ้งโซดาตามลงไปเพื่อป้องกันเรื่องกลิ่น

10. ทำความสะอาดกรง ถ้าคุณเลี้ยงหนู หนูถีบจักร เจอร์บิล เฟอร์เรต กระต่าย และสัตว์อื่นๆ ที่อยู่ในกรงและต้องมีวัสดุรองกรง กรงนั้นอาจทำให้บ้านคุณเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นได้เลย ให้ค่อยๆ นำสัตว์เลี้ยงออกไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย อย่างกรงอีกกรงหนึ่ง จากนั้นก็ทำความสะอาดซะ

  • นำของในกรงออกมาให้หมด และเอาวัสดุรองกรงออกไปทิ้ง
  • ทำความสะอาดของเล่นและชามใส่อาหาร
  • ทำความสะอาดพื้นกรงด้วยน้ำและน้ำสบู่
  • ผึ่งลมให้กรงแห้ง
  • ใส่วัสดุรองกรงสะอาดๆ ไว้ในกรง
  • เปลี่ยนของเล่นและชามใส่อาหาร
  • พาสัตว์กลับเข้ากรง

ประโยชน์ของใบบัวบก ไม่ต้องช้ำในก็กินได้

สำหรับ ใบบัวบก เป็นพืชพื้นบ้านที่เรามักได้ยินถึงสรรพคุณแก้ช้ำในของน้ำใบบัวบก ที่หากินกันได้ยากขึ้นทุกทีในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของใบบัวบกจะถูกมองข้ามไป เพราะวงการแพทย์ในสหรัฐฯ และยุโรปต่างก็กำลังหันมาสนใจพืชสมุนไพรชนิดนี้กันมากขึ้น และทุกวันนี้ หากเราสำรวจดูร้านขายสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะได้เห็นสารสกัดใบบัวบกกลายมาเป็นยาสมุนไพรหรืออาหารเสริม ที่อาจทำให้หลายคนสนใจอยากจะลอง

วันนี้เราจึงได้นำ ประโยชน์ของใบบัวบก ไม่ต้องช้ำในก็กินได้ มาฝากทุกคนกัน ว่าใบบัวบกนั้นจะส่งผลดีอะไรต่อคนที่กินบ้าง และมีประโยชน์อะไรที่เรายังไม่รู้อีกบ้าง

ประโยชน์ดีๆ ของ ใบบัวบก
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์สุขภาพหลายอย่างของใบบัวบก โดยเฉพาะในเรื่องเหล่านี้

1. ช่วยเยียวยาเส้นเลือดขอด
ใบบัวบกมีสารเคมีที่เรียกว่า TTFCA (triterpenic fraction of Centella asiatica)เป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ต่ออาการเส้นเลือดขอด เนื่องจากกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่จำเป็นในการสร้างความแข็งแรงของเยื่อบุและผนังเส้นเลือด เส้นเลือดที่แข็งแรงทำให้มีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดน้อยลง คอลลาเจนและอิลาสตินก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวสุขภาพดี ที่มักสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของใบบัวบกในการรักษาเส้นเลือดขอด ยังไม่ได้รับการยืนยันโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ใบบัวบกยังอาจช่วยเรื่องภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอ ด้วยการลดอาการบวมและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอเป็นอาการโรคซึ่งเลือดของคุณไหลเวียนไม่ดี อาจเกิดจากเส้นเลือดขอด และยังมีส่วนในการทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูของเส้นเลือดเหล่านี้ด้วย

2. ช่วยในการสมานแผล
สารเคมีที่เรียกว่าไตเตอร์ปิโนอิดส์ (triterpenoids) ในใบบัวบก ดูจะช่วยเร่งการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ด้วยการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในบริเวณที่เป็นแผล ทำให้ผิวแข็งแรง และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังบริเวณแผล การศึกษาในปี 2006 ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Lower Extremity Wounds ได้สำรวจผลกระทบของใบบัวบกที่มีต่อแผลในหนูทดลอง และพบว่าแผลที่รักษาโดยใบบัวบกนั้น หายเร็วกว่าแผลที่ไม่ได้รับการรักษา ถึงแม้จะยังไม่มีการทดลองในมนุษย์ แต่นี่ก็ดูจะยืนยันถึงประโยชน์ของสมุนไพรชนิดนี้ในฐานะของยารักษาแผล

3. ลดอาการวิตกกังวล
การศึกษาในสัตว์ทดลองเมื่อปี 2016 พบว่า ใบบัวบกส่งผลต่อหนูตัวผู้ที่อดนอนเป็นเวลา 72 ชั่วโมง การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอาการวิตกกังวล เกิดความเสียหายจากการออกซิเดชั่น และเส้นประสาทอักเสบ เมื่อหนูได้รับสารสกัดใบบัวบกติอต่อกันห้าวัน ก่อนถูกทำให้อดนอน จะมีพฤติกรรมที่แสดงถึงอาการวิตกกังวลน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งในวารสาร Journal of Clinical Psychopharmacology เมื่อปี 2000 ผู้ป่วยที่กินสารสกัดใบบัวบกมีอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงใหม่ที่ได้ยินลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กิน

4. บำรุงสมอง
การศึกษาชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2016 ซึ่งเปรียบเทียบผลของการกินสารสกัดใบบัวบกและกรดโฟลิก ในการเพิ่มการทำงานของกระบวนการเกี่ยวกับการรับรู้ของสมอง หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ถึงแม้ผลของสารสกัดใบบัวบกกับกรดโฟลิกจะมีประโยชน์พอๆ กัน ในการปรับปรุงการทำงานของสมองในเรื่องที่เกี่ยวกับการรับรู้ แต่ใบบัวบกดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการปรับปรุงการทำงานของส่วนที่เกี่ยวกับความจำ

ประสิทธิภาพในด้านนี้และการทำงานของระบบประสาท ทำให้ใบบัวบกมีแนวโน้มในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ ในการศึกษาเมื่อปี 2012 ในหนูทดลองพบว่า สารสกัดใบบัวบกส่งผลในแง่บวกต่อพฤติกกรรมผิดปกติในหนูที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ สารสกัดใบบัวบกยังแสดงให้เห็นในการศึกษาในแล็บและในหนูทดลองว่า มีผลกระทบปานกลางต่อการปกป้องเซลล์สมองจากสารพิษ ซึ่งนี่อาจจะช่วยปกป้องเซลล์สมองจากคราบพลาคที่สัมพันธ์กับอัลไซเมอร์ได้

5. เยียวยาข้อต่ออักเสบ
คุณสมบัติต้านอักเสบของใบบัวบก อาจมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคข้อต่ออักเสบ เนื่องจากมีงานวิจัยในปี 2014 ที่พบว่าหนูทดลองที่กินใบบัวบก มีการอักเสบที่ข้อต่อลดลง และการสึกกร่อนของกระดูกและกระดูกอ่อนลดลง

6. เยียวยาผิวแตกลาย
จากการรีวิวงานวิจัยเมื่อปี 2013 ใบบัวบกสามารถลดริ้วรอยของผิวแตกลายได้ เชื่อกันว่าสารไตเตอปิโนอิดส์ในใบบัวบก ที่ช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ซึ่งอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผิวแตกลายได้ รวมไปถึงการเยียวยารอยแตกลายที่มีอยู่ก่อนแล้วด้วย

เคล็ดลับลดน้ำหนัก ที่คุณอาจยังไม่รู้

สำหรับ การลดน้ำหนัก นั้น จริงๆแล้ว อาจจะดูเหมือนง่าย แต่ความจริงนั้นไม่ง่ายเลย เพราะเราต้องมีใจในการลดพอสมควร เพราะการตัดใจไม่กินอาหารที่ชอบ หรืออาหารหวานมันต่างๆ นั้น คงอยากสำหรับสาวๆน่าดู วันนี้เราจึงมี เคล็ดลับลดน้ำหนัก ที่คุณอาจยังไม่รู้ มาฝากทุกคนกัน

1. ออกกำลังกายทั้งคาร์ดิโอ และเวทเทรนนิ่ง
หลายคนที่กำลังลดน้ำหนักอาจจะวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิคเป็นบ้าเป็นหลัง ซึ่งเป็นการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินของร่างกายออกไปอย่างได้ผล แต่อันที่จริงแล้วหากอยากออกกำลังกายด้วยคาร์ดิโออย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แม้จะใช้เวลาเท่าเดิม จะต้องออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งควบคู่กันไปด้วย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง สามารถคาร์ดิโอได้ดียิ่งขึ้น เช่น กล้ามเนื้อขาแข็งแรง หัวใจแข็งแรง ก็จะสามารถวิ่งได้นานขึ้น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือแอโรบิคได้นานขึ้นนั่นเอง

2. รับประทานอาหารให้เป็นเวลา
อยากให้ลืมเรื่องการแบ่งมื้ออาหารออกเป็นหลาย ๆ มื้อเพื่อให้ท้องอิ่มอยู่ตลอดเวลาไปก่อน เพราะจริง ๆ แล้วการปล่อยให้ร่างกายเข้าสู่โหมด fasting หรืออดอาหารบ้าง จะส่งผลดีต่อร่างกายได้มากกว่า รวมถึงช่วงที่ลดน้ำหนักด้วย เพราะฉะนั้นการรับประทานให้ตรงเวลา ไม่มีมื้อย่อย มื้อของว่าง มื้อสาย หรือมื้อดึก จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นมากกว่า

3. ลดกินเค็ม
ถึงแม้ว่าจะกินอาหารน้อยลงแล้ว แต่หากยังกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็มอยู่ ก็ยังเสี่ยงน้ำหนักลงยากขึ้น เพราะโซเดียมทำให้ตัวบวม โซเดียมที่สะสมอยู่ในร่างกายมากเกินความจำเป็นในปริมาณ 400 มิลลิกรัม ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1 กิโลกรัมได้เลยทีเดียว ดังนั้นใครที่ตั้งใจจะลดน้ำหนักด้วยการรับประทานส้มตำปูปลาร้า ยำต่าง ๆ โปรดระวังการปรุงรสด้วย อย่าปรุงรสจัดจนเกินไป

นอกจากนี้ การรับประทานรสเค็มมาก ๆ ยังเป็นการเพิ่มระดับเกรลิน (ฮอร์โมนหิว) จึงอาจทำให้เรายิ่งเจริญอาหารมากกว่าเดิมได้อีกด้วย

4. เน้นโปรตีนดี ไขมันดี แป้งเชิงซ้อน และใยอาหารสูง
ช่วงลดน้ำหนัก นอกจากจะจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทานแล้ว ควรเน้นไปที่อาหารประเภทโปรตีนดี (ไขมันจากสัตว์น้อย เช่น อกไก่ ไข่ขาว เนื้อปลาเลาะหนัง ถั่วต่าง ๆ) ไขมันดี (น้ำมันมะกอก อะโวคาโด) แป้งเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท) และใยอาหารสูง (ธัญพืชต่าง ๆ ผักผลไม้สด ไม่คั้นแยกกาก) และอย่าลืมว่าต้องกินให้ครบ 5 หมู่ทุกมื้อ

สำหรับ เคล็ดลับลดน้ำหนัก ที่คุณอาจยังไม่รู้ ที่เรานำมานั้น เราหวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับหลายๆ ท่านมากที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการลดน้ำหนัก คือ การมีวินัยในตัวเอง ทำให้ได้แบบเดิมเรื่อย ๆ นาน ๆ ไม่ใจอ่อนเผลอกินอาหารพลังงานสูง หรืองดเว้นจากการออกกำลังกายไปนาน ๆ และต้องให้เวลากับการลดน้ำหนัก อย่าใจร้อน ไม่ควรน้ำหนักลดเกิน 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และไม่เกิน 4 กิโลกรัมต่อเดือน เพราะหากน้ำหนักลดลงรวดเร็วเกินไป จะส่งผลเสียต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้

ลูกเดือย มีประโยชน์และสรรพคุณอะไรบ้าง

สำหรับ ลูกเดือย นั้นเป็นธัญพืชที่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับข้าว เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทยถือเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เพาะปลูกมากแถวภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพืชที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีเส้นใยอาหารสูง มีลักษณะของต้นคล้ายต้นข้าวโพด ลักษณะของเม็ดจะเป็นสีขาว ออกกลม ๆ รี ๆ รสชาติออกมันเล็กน้อย ลูกเดือยมีทั้งที่กินได้และกินไม่ได้ ชนิดที่กินได้นั้นจะมีเปลือกผลอ่อนซึ่งเรียกว่าเดือยกิน ปลูกไว้เพื่อใช้ทำเป็นอาหารและยา

ลูกเดือยอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ลูกเดือยจึงจัดเป็นธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส โดยเฉพาะวิตามินบี 1 ที่มีปริมาณสูงมาก 

วันนี้เราจึงมีบทความ ลูกเดือย มีประโยชน์และสรรพคุณอะไรบ้าง มาฝากคนที่สนใจในเรื่องของลูกเดือยกัน

ประโยชน์ของลูกเดือย

  • ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  • ช่วยบำรุงสายตา
  • ช่วยบำรุงเส้นผมให้เจริญเติบโตดีขึ้น
  • เพิ่มการไหลเวียนของเลือกที่ผิวหนังให้ดีขึ้น
  • นำมาใช้ทำอาหารได้ทั้งคาวและหวาน โดยเฉพาะอาหารประเภทที่มีแป้งและน้ำเป็นส่วนผสม
  • มีการนำไปแปรรูปเป็นลูกเดือยอบกรอบ ลูกเดือยเปียก เต้าทึง น้ำลูกเดือย

สรรพคุณของลูกเดือย

  • ช่วยบำรุงสมอง
  • ช่วยบำรุงปอด ม้าม
  • ช่วยบำรุงเลือดลมให้สตรีหลังคลอดบุตร
  • ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน
  • ช่วยบำรุงมดลูก
  • ช่วยบำรุงไต
  • เป็นอาหารบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เหมาะกับผู้ป่วยในช่วงพักฟื้น เด็ก และผู้สูงวัย
  • ช่วยแก้ร้อนใน
  • ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน
  • ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ
  • ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า
  • ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย
  • ช่วยแก้อาการปวดข้อ
  • ช่วยแก้อาการสตรีตกขาวมากกว่าปกติ
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด
  • ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน
  • ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง
  • ช่วยยับยั้งการเกิดเนื้องอก
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • ช่วยลดการเกิดกระ
  • ช่วยในการย่อยอาหารและบำรุงกระเพาะอาหาร
  • ช่วยในการขับปัสสาวะ
  • เหนี่ยวนำให้มีการตกไข่
  • ป้องกันโรคเหน็บชา
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์
  • ช่วยต้านการอักเสบ
  • ช่วยรักษาหูด
  • ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และยีสต์
  • รากของลูกเดือยนำมาทำเป็นยาชงรับประทาน ขับพยาธิในเด็ก
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ

สำหรับบทความ ลูกเดือย มีประโยชน์และสรรพคุณอะไรบ้าง ที่นำมาเป็นแนวทางให้กับทุกคนแล้ว เราก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนที่กำลังต้องการกินลูกเดือยนั้นสวามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น